เร่งแก้จุดอ่อนเศรษฐกิจ เล็งรีดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย-เครื่องดื่มเพิ่ม
“ปรีดิยาธร”ยอมรับกดปุ่มงานไม่เดิน ส่งผลเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้ากว่าที่คาด เผยติดขั้นตอนการเบิกจ่าย คาดแผนกระตุ้นรัฐบาลเห็นผลต้นปีหน้า หารือคมนาคมประมูลรถไฟฟ้า 8 เส้นทาง เปิดเอกชนลงทุน พร้อมวางเงื่อนไขปรับค่าโดยสารใหม่ เดินหน้าแก้จุดอ่อนทางเศรษฐกิจเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เก็บเพิ่มภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย- เครื่องดื่ม จ่อลดหย่อนภาษีผู้มีรายได้น้อยเพิ่ม"แบงก์ชาติ" มั่นใจเศรษฐกิจไม่ฟุบ ลุ้นลงทุนรัฐดันจีดีพีปีหน้าโต 4.5% คาดทุกเครื่องยนต์กลับมาขับเคลื่อนได้
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เศรษฐกิจไทย ปี 2558 ฟื้นหรือฟุบ” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทยและคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) วานนี้ (6 พ.ย.) ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2558 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปีนี้ไม่น้อยกว่า 4% เนื่องจากปีนี้เศรษฐกิจไทยมีฐานการขยายตัวที่ต่ำจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ชะงักมาตั้งแต่เดือนพ.ย. 2556 จนถึงเดือนพ.ค.2557 รวมทั้งเศรษฐกิจต่างประเทศทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนทำให้ไทยไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้
เบิกจ่ายได้แค่1.4หมื่นล้าน
ในส่วนของไทย แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่พบว่าหลังจากการประกาศมาตรการแล้ว ยังไม่เกิดผลต่อเศรษฐกิจเร็วอย่างที่คิดไว้ เหมือนกับกดปุ่มแล้วงานไม่เดิน เป็นผลมาจากเม็ดเงินงบประมาณไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท มีการขออนุมัติเบิกจ่ายล่าช้า เนื่องจากส่วนราชการบางแห่ง ส่งโครงการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า ทำให้ถึงขณะนี้มีโครงการที่อนุมัติจัดซื้อจัดจ้างได้เพียง 1.4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ถือว่าน้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขณะที่งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 2.3 หมื่นล้านบาท ที่ต้องการให้เกิดการจ้างงานในชนบท ในลักษณะการซ่อมแซมสถานศึกษา และสถานที่ราชการงบ 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นงบจากโครงการไทยเข้มแข็งรัฐบาลต้องเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับทราบก่อนถึงจะเบิกจ่ายได้ คาดจะใช้เวลา1-2 สัปดาห์ เงินส่วนนี้จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้เดือนธ.ค.นี้
เม็ดเงิน1.5หมื่นล้านจ้างงานได้ธ.ค.นี้
“การเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจยอมรับว่า มีความล่าช้า เพราะมีขั้นตอนทางราชการอยู่ แต่เป็นการล่าช้าที่ไม่เสียเปล่า จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ งบไทยเข้มแข็งเมื่อผ่าน สนช.เงินก็จะลงสู่พื้นที่ได้ช่วงเดือนธ.ค.นี้ ชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จพอดี เป็นการจ้างงานต่อเนื่อง ทำให้ชนบทมีกำลังซื้อ ขณะที่งบลงทุนในไตรมาสที่ 1 ที่ล่าช้าก็จะไปเบิกจ่ายได้เต็มที่ในช่วงเดือน ม.ค.2558 จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจปีหน้า ช่วยให้ขยายตัวเกิน 4% เนื่องจากการลงทุนภาครัฐจะเป็นตัวนำเศรษฐกิจได้ ผมและรัฐมนตรีคลังก็เร่งรัดทุกส่วนเท่าที่จะทำได้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
หวังรถไฟฟ้า 8 เส้นทางช่วยกระตุ้น
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไป หากสามารถขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐได้ตามแผนแล้ว รัฐบาลไม่จำเป็นจะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้การอัดฉีดเม็ดเงินลงไปอีก แต่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการกระทำและการมีแผนในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆให้ชัดเจน ทั้งนี้ได้หารือกับกระทรวงคมนาคมว่า ในปี 2558 จะเร่งรัดประมูลโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพ-ปริมณฑล โดยจะเปิดให้เอกชนเป็นผู้เดินรถ 8 เส้นทาง ซึ่งแบ่งกัน ชัดเจนว่ารัฐบาลจะลงทุนในระบบราง เอกชนเป็นผู้ลงทุนระบบเดินรถและสถานีต่างๆ ซึ่งเป็นการแบ่งบทบาทชัดเจน ที่ผ่านมาพบว่าหากรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเดินรถเองมักมีปัญหาการให้บริการ เช่น โครงการของแอร์พอร์ตลิ้ง และรถเมล์ ของบริษัทขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (ขสมก.)
ทั้งนี้สัญญาการเดินรถไฟฟ้าที่เอกชนประมูล จะกำหนดเงื่อนไขปรับขึ้นราคาค่าโดยสารว่า จะใช้ระบบคำนวณค่าโดยสารจากจำนวนผู้โดยสาร ไม่ใช่การปรับขึ้นค่าโดยสาร ตามระยะเวลาการให้บริการ เป็นการแก้ปัญหาการปรับขึ้นค่าโดยสาร เมื่อเวลาผ่านไปเหมือนกับระบบค่าทางด่วนในปัจจุบัน ที่ปรับเพิ่มขึ้นทั้งที่มีจำนวนรถใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น
จ่อปรับภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย-เครื่องดื่ม
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวต่อไปว่า ระยะต่อไปต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขจุดอ่อนทางเศรษฐกิจ 1.ปัญหาการใช้พลังงานและน้ำมันอย่างฟุ่มเฟือย ขณะนี้ไทยใช้พลังงานสูงถึง18% ของจีดีพี การส่งเสริมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ต้องทำโดยการลดอุดหนุนราคา และปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 2.การเพิ่มการจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มงบประมาณในการลงทุนของภาครัฐปัจจุบันมีอยู่จำกัดเพียงปีละ 4 แสนล้านบาท
นอกจากรัฐบาลจะเดินหน้าเก็บภาษีจากทรัพย์สิน ได้แก่ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างแล้ว ระยะต่อไปจะมีการเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าที่ไม่ได้ให้ประโยชน์กับผู้บริโภค เช่น เครื่องดื่มที่ไม่ให้ประโยชน์กับร่างกาย สิ่งเหล่านี้จะทำควบคู่ไปโดยไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่มีรายได้น้อย พร้อมกับพิจารณาสิทธิในการลดหย่อนภาษีของผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติม ขณะที่ผู้มีรายได้มากที่มีช่องทางในการลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนต่างๆก็ต้องมาพิจารณาความเหมาะสมในเรื่องนี้อีกครั้ง
ดึงเอกชน-ผู้เชี่ยวชาญหารือศก.ดิจิทัล
3.การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เรื่องสำคัญที่สุดคือการผลักดันให้มีคณะกรรมการระดับชาติ (national board) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยให้คณะกรรมการชุดนี้ มีบทบาทสำคัญขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติเหมือน คณะกรรมการขับเคลื่อนอีสเทิร์นซีบอร์ดที่ประสบความสำเร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการเปลีร่ยนแปลง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้เป็นกระทรวงดิจิทัลและมีอำนาจในการกำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามทิศทางนโยบายดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้วันที่ 4 ธ.ค.นี้ รัฐบาลจะสัมมนานโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมแสดงความเห็นจากนั้นรัฐบาลจะนำแนวคิดดังกล่าวมารวบรวมกับแผนแม่บทคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ และในปีหน้าจะเริ่มงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
“เวทีที่จะพูดคุยเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลในเวลา 2 ชั่วโมง ผมจะเป็นผู้ดำเนินรายการเอง ส่วนผู้ที่จะเชิญมาบรรยาย ก็เป็นที่ปรึกษาเรื่องนี้ให้กับรัฐบาล ผมถือว่าเป็นอรหันต์ในเรื่องนี้ สังคมจะได้รับทราบแนวทางว่าเป็นอย่างไร” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ธปท.ลุ้นลงทุนรัฐดันจีดีพีปีหน้าโต4.5%
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวในงานเสวนาว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางที่ดี โดยในปีนี้หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 1.5% ก็ถือเป็นระดับที่น่าพอใจ เพราะช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้หยุดชะงักและไม่ถูกขับเคลื่อนมาต่อเนื่อง ส่วนในปีหน้าเชื่อว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 4% แน่นอน
"เศรษฐกิจไทยในตอนนี้เหมือนพึ่งออกจากห้องไอซียู ต้องรอการพักฟื้นก่อนที่จะกลับมาวิ่งอย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง ในปีนี้หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับ1.5% จะถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก แม้จะเติบโตไม่มากนักในรูปแบบวีเชฟ แต่ก็ไม่ถึงกับฟุบ"
สำหรับในปีหน้า เชื่อว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนอีกครั้งในทุกภาคส่วน ทั้งการส่งออกที่จะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก การลงทุนภาครัฐและเอกชนที่จะกลับมาอีกครั้ง และน่าจะขับเคลื่อนได้ตลอดทั้งปี
ชี้ปัญหาโครงสร้างกดดันศก.ระยะยาว
นอกจากนี้แล้วการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ซึ่งมีฐานที่ต่ำ ทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีโอกาสที่จะกลับมาอยู่ในระดับปกติได้ และหากภาครัฐมีการเร่งขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับ 4.5% แต่สิ่งที่น่าห่วง คือ การเร่งรัดแผนการลงทุนของรัฐบาลมักจะทำได้ต่ำกว่าศักยภาพ
อย่างไรก็ตามสำหรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ในระยะต่อไปคือการเติบโตจะเป็นไปอย่างจำกัด เพราะไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งการพึ่งพาสินค้าเกษตรทั้งข้าวและยางพาราภาคการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวไม่ทันกับความต้องการของตลาดโลก ปัจจัยเหล่านี้จะกดดันให้ศักยภาพของการเติบโตในระยะยาวเหลือในระดับ 3.3 % ต่อปีแต่หากสามารถยกระดับเรื่องดังกล่าวได้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับ 4.5% ต่อปี
ศก.เปราะบางหนี้ครัวเรือนฉุดรั้ง
นายสมประวิณ มันประเสริฐ อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปน่าห่วง แม้ดูผิวเผินจะเติบโต แต่ไส้ในค่อนข้างเปราะบ้าง และฟื้นตัวช้ามาก เห็นได้จากตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนที่ยังไม่เสถียร มีลักษณะของความผันผวนที่มากกว่าปกติ
สำหรับการบริโภค แม้จะฟื้นตัวแต่การบริโภคสินค้าคงทนยังถูกกดดัน ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังน่าห่วงมากโดยในฝั่งอุปทานจำกัดมาก จากศักยภาพการผลิตที่ต่ำ ทรัพยากรที่มีจำกัดและไม่มีเทคโนโลยีใหม่ในการผลิต ส่วนในฝั่งอุปสงค์ มีหนี้ครัวเรือนเป็นตัวฉุดรั้งและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว และการส่งออกที่เติบโตช้า ซึ่งในทางออกของประเทศไทยนั้นคือการยกระดับประเทศไทยให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพการส่งเสริมธรรมภิบาลทั้งในภาครัฐและเอกชน





