วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุริยะใส'เตือน สปช. 250คนไม่ใช่เจ้าของปฏิรูป

(สัมภาษณ์พิเศษ) "สุริยะใส" เตือน สปช. 250คนไม่ใช่เจ้าของปฏิรูป

แม้ในทางทฤษฎีแล้ว การเปิดตัว "สถาบันปฏิรูปประเทศไทย" หรือ สปท. จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะงานปฏิรูปประเทศต้องอาศัยกลไกทางสังคมอย่างกว้างขวางที่สุด จะหวังพึ่งเฉพาะเพียงสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีสมาชิก 250 คน และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่าง รธน.) อีก 36 คนคงไม่ได้

แต่การเปิดตัว สปท.ด้วยสมาชิก "คนหน้าเดิม" ที่เคยเคลื่อนไหวในหมวกของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ฯ (กปปส.) ย่อมสะท้อนนัยทางการเมืองมากกว่านั้น

หากมองในแง่ดีก็คือการช่วยประคับประคองการปฏิรูปนอกสภาให้สอดรับกับการปฏิรูปผ่าน สปช.ตามโรดแมพของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แต่หากมองในแง่ร้ายก็อาจเป็นได้ว่า กรรมการและที่ปรึกษาของสถาบันปฏิรูปประเทศไทยประมาณ 20 ชีวิต ซึ่งบางส่วนก็เป็น สปช. และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากการแต่งตั้งของ คสช.อยู่แล้ว กำลังไม่เชื่อมั่นแนวทางตามโรดแมพของ คสช.ว่าจะเกิดขึ้นได้จริงๆ จึงต้องหาเวทีใหม่ในการเคลื่อนไหวภายใต้ข้อจำกัดของกฎอัยการศึก

ข้อสังเกตเหล่านี้คงไม่มีใครให้คำตอบได้ดีเท่า สุริยะใส กตะศิลา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย อดีตผู้ประสานงาน พธม.และแกนนำ กปปส. ซึ่งวันนี้รับบทบาทใหม่ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย!

O ทำไมถึงดึง สนช. และสปช.มาร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมาก ต้องการทำอะไรบางอย่างหรือไม่?

กับ สปช. 8 คนที่เป็นกรรมการและที่ปรึกษาของ สปท.นั้น จริงๆ เราได้เชิญและทาบทามไว้ก่อนแล้ว ก่อนที่จะมีการประกาศชื่อ สปช.อีก ไม่ใช่ได้รับการคัดเลือกแล้วค่อยไปเชิญ

O บทบาทของ สปท.หรือสถาบันปฏิรูปประเทศไทย ต้องการให้เป็น "สภาเงา" หรือ "สภากระจก" ของ สปช.หรือเปล่า?

เราไม่ได้คิดแบบนั้น เราคิดว่าช่วยกันทำงานมากกว่า ช่วยกันเติมเต็ม แล้วก็จะช่วยทำให้กระบวนการปฏิรูปเปิดกว้างมากที่สุด ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด หัวใจของการปฏิรูปวันนี้ ต่อให้ประเด็นแหลมคมดีเด่นแค่ไหน แต่ถ้าประชาชนไม่มีความรู้สึกร่วม สังคมไม่รู้สึกเป็นเจ้าของด้วยแล้ว มันก็ไม่ยั่งยืน ไปต่อไม่ได้ในระยะยาว

ดังนั้นเจตนารมณ์ของการก่อตั้ง สปท. ก็เพื่อทำให้กระบวนการปฏิรูปที่กำลังเกิดขึ้น เป็นกระบวนการที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากกว่าทุกครั้ง ถ้าทำแบบนั้นได้ผมเชื่อเลยว่าแม้การปฏิรูปครั้งนี้จะไม่ประสบความสำเร็จสูงสุด แต่ก็เป็นการนับหนึ่งที่มีความหวังมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ที่ผ่านมาหลายเรื่องเราเห็นด้วยกับ สปช. และ คสช. แต่เรื่องที่เห็นต่างก็มีบ้าง มันก็ต้องมานั่งพูดคุยกัน เอาข้อมูลข้อเท็จจริงมาแลกเปลี่ยนกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้ตั้งธงจะไปขัดแย้งหรือเป็นปฏิปักษ์กับ สปช.

O ในฐานะ ผอ.สปท. คิดว่าสถานการณ์ตอนนี้มีวาระเร่งด่วนอะไรบ้างที่ควรจะทำ หรือเสนอขึ้นไปที่ สปช.โดยเร็วที่สุด?

สิ่งที่ผมเป็นห่วงในขณะนี้ เรื่องแรก คือ ความเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นอีโก้ของแต่ละบุคคลหรือกลุ่มต่างๆ ใน สปช. ที่เป็นคนดี เด่น ดัง อาจจะเกิดสภาวะต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างพูด แล้วไม่มีใครฟังใครจนขาดความเป็นเอกภาพ

เราต้องยอมรับว่าความหลากหลายมันก็มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง จุดอ่อนคือหลากหลายจนไม่มีเอกภาพ จนไม่มีทิศทางรวม อันนี้จะเป็นปัญหา ผมจึงคิดว่า สปช.ควรจะคุยกันนอกรอบให้มากขึ้น มีกิจกรรมละลายพฤติกรรม ปรับทุกข์ ผูกมิตร ปรับวิสัยทัศน์กันก่อนจะเอาเรื่องที่เป็นหลักการแล้วไปโหวตกัน โดยที่คนเหล่านั้นไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ถ้าเริ่มต้นแล้วเอาทุกอย่างเข้าที่ประชุม ขอมติกันหมด ผมว่ามันจะไปไม่รอด อาจจะพังเร็วกว่าที่เราคิด

อย่างปรากฏการณ์เลือก "คนนอก-คนใน" ไปทำหน้าที่ กมธ.ยกร่าง รธน. จริงๆ ผมคิดว่าถ้ามีการคุยนอกรอบกันก่อน อาจจะไม่ต้องมีการโหวต หรือไม่เกิดปัญหาแบบที่รับรู้กันอยู่ก็ได้ แต่เนื่องจากการทำงานมุ่งใช้เวทีการประชุมที่เป็นทางการทุกครั้งไป มันก็เลยเกิดปัญหาตามมา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปปรับกัน

เรื่องที่สอง คือ สปช.จะต้องไม่คิดว่าตัวเองเป็นอรหันต์ หรือเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง ที่สำคัญผมเป็นห่วงมาก เพราะผมยังไม่เห็นวิสัยทัศน์หรือความกระตือรืนร้นในการที่จะออกแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนเลย อันนี้ต้องชัดว่า สปช.ยินดี มีหลักประกัน และยืนยันว่าจะรับฟังความคิดเห็นประชาชน อันนี้เป็นสิ่งที่ สปช. ต้องยืนยันจุดยืนนี้ แต่ช่วงที่ผ่านมา สปช. กำลังทำให้เรื่องปฏิรูปเข้าไปเป็นเรื่องของคน 250 คนแค่นั้น อันนี้ต้องระวัง

เรื่องที่สาม ผมอยากเห็นการปฏิรูปที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ทั้งรัฐบาล คสช. สนช. และ สปช.ต้องคุยกันให้ชัด อะไรที่ไม่ต้องไปรอ สปช.แล้วทำได้เลย เช่น เรื่องปฏิรูปตำรวจ เรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาเรื่องหวยบนดิน ผมคิดว่าอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันที

O เห็นโฉมหน้า เห็นการทำงานของ สปช.แล้ว คิดว่างานปฏิรูปจะเดินไปได้ดีไหม?

ส่วนตัวผมยังมีความหวังนะ ผมก็เชื่อว่าเกือบๆ ครึ่งหนึ่งเป็นคนเก่ง คนดี และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แล้วก็มีความมุ่งมั่นที่อยากจะปฏิรูป เสนอตัวมาทำงานให้บ้านเมือง เป็นคนที่เราคาดหวังได้ แต่ทั้งหมดนี้เราก็ต้องไปดูว่าเมื่อไปรวมอยู่กันทั้ง 250 คนแล้ว ทิศทางมันจะสะเปะสะปะหรือเปล่า ทิศทางร่วมกันมันเป็นเอกภาพหรือเปล่า

ที่สำคัญท่านเหล่านั้น เมื่อเข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วจะทำงานด้วยกันได้แค่ไหน เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่สุด เป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วงอย่างที่เรียนไปตอนแรกว่า ถ้ามีอีโก้กันมากๆ จะทำให้การนับหนึ่งของ สปช.ไปไม่สวย

O ถามถึงบทบาทของ สปท.บ้าง เป็นการรวมตัวกันเพื่อผลักดันข้อเสนอของ กปปส.เพื่อให้ สปช.นำไปสานต่อหรือเปล่า?

เราฟังข้อเสนอทุกฝ่ายครับ เราจะต้องฟังความเห็นทุกฝ่าย และทำให้มันกว้างที่สุด โดยส่วนตัวผม ถ้ากลุ่มพลังต่างๆ จะทำพิมพ์เขียวข้อเสนอของแต่ละกลุ่ม แล้วส่งให้ สปช.ก็น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะมันเป็นการแสดงให้เห็นว่าทุกๆ ฝ่ายตื่นตัวในการปฏิรูป

O ท่าทีของ คสช.ยังคงปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะในประเด็นการเมือง หรือฝ่ายการเมือง มองอย่างไร?

นี่คืออีกสิ่งที่ผมเป็นห่วง ผมคิดว่าวันนี้ คสช.จะต้องไม่เหมารวมว่าทุกกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวมีความไม่ประสงค์ดีต่อรัฐบาล หรือเป็นพวกที่มีเจตนาจะล้มรัฐบาล เพราะถ้าไปคิดแบบนั้น คสช.จะเสียโอกาสที่จะได้รับฟังข้อเสนอแนะดีๆ จากภาคประชาสังคม หรือได้ความรู้สึกเป็นมิตร ไว้วางใจจากสังคม มิฉะนั้นสุดท้าย คสช.จะไม่เหลือใคร ไม่รู้ว่ามิตรคือใคร ผมจึงคิดว่าเวทีปฏิรูปต้องเปิดกว้างให้ทุกคน ทุกฝ่ายพูดได้ สะท้อนได้

O การทำงานของ สปท.จะเดินต่ออย่างไร?

เราวางไว้ว่าช่วงกลางเดือน พ.ย.นี้ จะเชิญทุกภาคส่วนมาเสนอประเด็นการปฏิรูป แต่ก็จะมีการประสานกับทาง คสช.ก่อนเพื่อแจ้งให้ทราบและขออนุญาตในการดำเนินการ

O มองว่าการปฏิรูปทั้ง 11 ด้านที่มี สปช.เป็นแกนกลาง จะเสร็จทันเวลาไหม?

ไม่ทันหรอก สปท.ถึงตั้งมาเพื่อทำงานในระยะยาวด้วย เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำงานเสร็จในเวลา 1 ปี

O เหมือนกับว่า สปท.ตั้งขึ้นมาเพื่อรอรับลูกการทำงานของ สปช.ในระยะยาวหรือเปล่า?

ไม่ใช่ครับ อันนั้นเป็นเรื่องของ สปช. แต่การทำงานของเรา จะทำให้มันมีพลวัต มีความต่อเนื่องในระยะยาว ผมอยากบอกว่าเขียนรัฐธรรมนูญให้ดีเถิด เพราะหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว เคยมีการฉีก บิดเบือนรัฐธรรมนูญกันเป็นระยะๆ เราก็เห็นกันอยู่ ฉะนั้นพลังการปฏิรูปมันต้องมีความต่อเนื่อง สปท.ก็ตั้งใจทำงานในระยะยาว

O คิดว่าหลังจากนี้การเมืองจะเดินไปในทิศทางใด?

ที่ผมเป็นห่วง คือ การเปลี่ยนผ่านจากอำนาจของรัฐบาลพิเศษไปสู่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา มันจะเกิดภาวะตะกุกตะกัก แล้วก็ไม่ผสมกลมกลืนกันทุกครั้งไป ฉะนั้นต้องดูว่าช่วงของการเปลี่ยนผ่านจะมีประเด็นเรื่องการสืบทอดอำนาจหรือไม่ มีการซุกอำนาจของตัวเองไว้ไหม หรือไปแตะมือกับใครไว้ไหม

อันนี้ก็เป็นบทเรียนที่ทหารจะต้องระวัง แล้วก็อาจจะทำให้การเมืองไม่นิ่ง พอเกิดความไม่นิ่งแล้ว การรัฐประหารกับการเลือกตั้งก็จะกลายเป็นแฝดสยาม หรือเป็นทวิลักษณ์ทางการเมืองที่จะเป็นวงจรอุบาทว์ต่อไปไม่รู้จบ มีรัฐบาลจากเลือกตั้ง แล้วก็จะมีรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ วนกันอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็จะส่งผลให้การเมืองขาดเสถียรภาพ ไม่สามารถทำให้นโยบายสาธารณะมีความต่อเนื่องได้เลย