วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'นิธิ'ติง'ปฏิรูป'แค่ส่งต่ออำนาจให้คนกลุ่มใหม่

"นิธิ เอียวศรีวงศ์" ชี้ปฏิรูปประเทศแค่จัดสรรอำนาจใหม่ "ผาสุก" แนะเร่งพัฒนาคน-สาธารณูปโภค

วานนี้ (30 ต.ค.) ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีการจัดสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2557 ครั้งที่ 37 เรื่อง "Sustaining Thailand : ก้าวอย่างไรให้ประเทศไทยยั่งยืน" โดยภายในงานมีการอภิปรายหัวข้อ "รัฐไทยกับการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ"

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาด้านอำนาจรัฐที่มีมากกว่าปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีลักษณะการปรับลดอำนาจของรัฐบาลลง แต่ในประเทศไทยนั้น หลายๆ ครั้งที่อำนาจรัฐเข้าไปลงแข่งกับเอกชนโดยตรง ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม

"ที่ผ่านมาประเทศไทยมีอำนาจรัฐมากเกินไป และมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งที่รัฐบาลลงไปแข่งกับภาคเอกชน อย่างโครงการรับจำนำข้าว เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน นอกจากนี้หน่วยงานรัฐยังมีการเพิ่มอำนาจของรัฐให้มากขึ้นไปอีก ทั้งที่รัฐบาลควรเป็นผู้กำหนดกลไกหรือเป็นผู้ผลักดันการแข่งขัน ไม่ใช่ลงไปแข่งขันเอง"

นายบรรยง กล่าวต่อว่า เมื่ออำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ทำให้การคอร์รัปชันอาจทำได้ง่ายขึ้น เพราะอำนาจอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สามารถสร้างความได้เปรียบให้กับใครก็ได้ ทำให้เอกชนอาจเลือกใช้วิธีการคอร์รัปชันเพื่อซื้อความได้เปรียบ แทนที่จะพัฒนาและวิจัยคุณภาพให้สูงขึ้น

ทั้งนี้ หากมีการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เชื่อว่าคงมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย อาจทำให้หดตัวลงบ้าง เนื่องจากข้าราชการหรือเอกชนอาจหยุดการทำธุรกิจไปในระยะสั้น และยิ่งรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจว่าจะบริหารประเทศเพียงระยะเวลา 1 ปี อาจทำให้ข้าราชการปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อรอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในเมื่อรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจว่าจะเข้ามาปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ก็ควรเดินหน้าปราบปรามปัญหาเหล่านี้ เพราะจะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว

จี้ลดขนาดรัฐวิสาหกิจ

สำหรับรัฐวิสาหกิจไทยนั้น นายบรรยง มองว่า เป็นเครื่องมือหนึ่งของภาครัฐที่ใช้กำหนดนโยบายต่างๆ และเมื่อรัฐวิสาหกิจเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุน แต่ยังมีรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดนโยบาย กลับกลายเป็นดูดทรัพยากรของตลาดทุนออกไปสร้างประโยชน์ ปัจจุบันหลายรัฐวิสาหกิจมีปัญหาการแข่งขันที่ยังไม่ดีพอ และไม่มีผลิตภาพการผลิตที่ดี สิ่งสำคัญที่ต้องรีบดำเนินการคือการลดขนาดของรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพลง หรือยกระดับประสิทธิภาพให้ดีขึ้น และหากรัฐวิสาหกิจรายใดที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ ควรแปรสภาพให้เป็นเอกชน

การเมืองสะดุด-พัฒนาไม่ต่อเนื่อง

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาของประเทศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ด้วยระยะเวลาอันสั้น อย่างปัญหาการศึกษา หรือปัญหาผลิตภาพการผลิต แต่ไทยมีปัญหาในด้านการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ เห็นได้จากในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง 17 คน ทำให้เกิดการไม่พัฒนาที่ต่อเนื่อง จึงเป็นเรื่องยากที่จะผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นประเทศที่มีกับดักรายได้ปานกลางไปได้ สิ่งที่คาดหวังคือความต่อเนื่องในการแก้ปัญหา

อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยจะไปเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่อยากจะเห็นคือการปลดล็อกการแข่งขันของธุรกิจด้านโทรคมนาคมที่ปัจจุบันมีการผูกขาด แล้วทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่และผู้เล่นต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้อย่างเสรี

เร่งพัฒนาคน-สาธารณูปโภค

นางผาสุก พงษ์ไพจิตร ศาสตราภิชาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโตจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมโลก เป็นประเทศที่รับจ้างผลิตสินค้า มีแรงงานที่มีคุณภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุนทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ยกระดับจากประเทศที่มีรายได้ระดับต่ำ มาเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง

แต่ปัญหาการเมืองทำให้ในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ชะงักงันตั้งแต่ปี 2547 การพัฒนาระบบการศึกษาหยุดชะงักและไม่สามารถสู้กับประเทศรอบบ้านอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ได้ สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำเร่งด่วน คือ การยกระดับสาธารณูปโภคให้รองรับการลงทุน รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรให้รองรับกับการผลิตที่มีการยกระดับสูงขึ้น

ปฏิรูปประเทศแค่จัดสรรอำนาจใหม่

นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า โครงสร้างการปกครองที่ส่งผ่านมายังเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ผ่านมาถูกบิดเบือนให้ประชากรที่มีรายได้สูง 10% เป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ กำหนดการทำธุรกิจของประชากรอีกกว่า 90% สิ่งที่ต้องทำคือเชื่อมั่นในความเท่าเทียมกัน และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถสอดแทรกแข่งขันได้ ซึ่งเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะเห็นโอกาสทางธุรกิจเพื่อแข่งขัน เพียงแต่เราต้องสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเหล่านี้มีศักยภาพในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม นายนิธิ มองว่า ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่รับจ้างการผลิตสินค้าต่อไป แต่ปัญหาคือเราจะทำอย่างไรให้สามารถยกระดับการผลิตในสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ ซึ่งเราต้องสร้างการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรมให้ทันกับเทคโนโลยีการผลิต ส่วนการปฏิรูปนั้น มองว่าเป็นเพียงการส่งผ่านอำนาจจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนกลุ่มใหม่ เป็นเพียงการจัดสรรอำนาจใหม่เท่านั้น