ถอดถอน'ยิ่งลักษณ์'...เกมหักหรือเจรจา?

ถอดถอน'ยิ่งลักษณ์'...เกมหักหรือเจรจา?

ถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"...เกมหัก หรือ เจรจา? เหตุรัฐธรรมนูญ2550ถูกยกเลิกไปแล้วและรธน.ชั่วคราว2557ไม่มีบทบัญญัติไว้

ดูเหมือนจะมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สำหรับกรณีที่ "พรเพชร วิชิตชลชัย" ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงเดินหน้าถอดถอน "อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จากกรณีโครงการรับจำนำข้าว แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ตามกรอบเวลาของข้อบังคับการประชุม สนช.

สำหรับคำถามที่แทรกเข้ามาทันทีว่า การดำเนินการเรื่องนี้ของ ประธานพรเพชร ได้ "ไฟเขียว" จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่? ทาง คสช.ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ยืนยันมาตลอดว่า เรื่องนี้ คสช.ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของส่วนที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการกันเอง ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการขั้นตอน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้คนไม่น้อยที่ไม่เชื่อ

ตามข้อบังคับการประชุม สนช. กำหนดไว้ว่าหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องถอดถอนมาให้กับ สนช. ประธาน สนช.จะต้องนัดประชุมนัดแรก "ภายใน 30 วัน" ทั้งนี้จะต้องแจกเอกสารจาก ปปช.ให้กับสมาชิก สนช. และผู้ถูกกล่าวหาเพื่อศึกษาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันประชุมนัดแรก

นายพรเพชร บอกว่า ได้รับเรื่องถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" จาก ปปช. เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อเห็นว่าคำร้องของ ป.ป.ช.มีความถูกต้องครบถ้วน จึงต้องบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ภายใน 30 วัน และนายพรเพชร ก็กำหนดวันนัดประชุมแล้ว เป็นวันที่ 12 พฤศจิกายน และประกาศว่าจะส่งเอกสารให้สมาชิก สนช.และผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อบังคับการประชุมด้วย

เท่ากับว่า การดำเนินการเพื่อถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" เป็นไปตามกรอบเวลาตามข้อบังคับ

อย่างไรก็ตามประเด็นใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เรื่องกรอบเวลา แต่อยู่ที่เรื่องข้อกฎหมายมากกว่า มีการโต้แย้งจากฝ่ายสนับสนุน "ยิ่งลักษณ์" ว่า สนช.ไม่น่าจะมีอำนาจถอดถอน เหตุผลใหญ่ คือ รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิกไปแล้ว และ รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการถอดถอน

ก่อนหน้านี้ ปปช.ได้ส่งเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่ สนช.ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่า สนช.มีอำนาจในการถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม หรือไม่ โดยในกรณีดังกล่าวนายพรเพชร ได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม สนช.เพื่อพิจารณาลงมติร่วมกันว่าจะเห็นเป็นอย่างไร โดยมีการประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป และนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน

แต่กรณีของ "ยิ่งลักษณ์" แตกต่างกัน โดยกรณีนี้นายพรเพชร มีความเห็นว่าคำร้องของ ป.ป.ช. ถูกต้องครบถ้วน สามารถนัดประชุมเพื่อดำเนินการถอดถอนได้เลย ซึ่งก็เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม สนช.ที่ให้อำนาจในการวินิจฉัยคำร้องกับประธาน สนช.

"กรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นผมตรวจสอบแล้วเห็นว่า คำร้อง ข้อกล่าวหา ฐานความผิดนั้นครบถ้วน แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะถูกยกเลิกไป แต่ก็ยังมีฐานความผิดตามกฎหมายที่ยังบังคับใช้อยู่ แต่กรณีของนายนิคมและนายสมศักดิ์นั้น ยังไม่ชัดเจนว่าสามารถดำเนินการตามข้อบังคับได้หรือไม่" นายพรเพชร กล่าว

นายพรเพชร บอกว่า ในเอกสารของ ปปช. นอกจากระบุความผิดของ "ยิ่งลักษณ์" ว่ามีพฤติการณ์จงใจกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 178 แล้ว ยังระบุด้วยว่าส่อขัดกฎหมายอีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน 2534 มาตรา11(1) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช. มาตรา 58

มาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ตามนโยบายที่แถลง และต้องร่วมรับผิดชอบต่อนโยบายด้วย ส่วน มาตรา 11(1) ของพ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งมีอำนาจกำกับการบริหารราชการแผ่นดิน อำนาจยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆ ที่ขัดต่อนโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรี รวมถึงอำนาจสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ และมาตรา 58 ของกฎหมาย ป.ป.ช. คือ อำนาจในการดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ หากมีการกระทำผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ทั้งนี้ ในหลักใหญ่ ความผิดของ "ยิ่งลักษณ์" จนทำให้ถูกดำเนินคดีอาญา และ ถูกยื่นถอดถอน คือ การละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล

ขั้นตอนในกระบวนการถอดถอนจากนี้ไป ในการประชุม สนช.วันที่ 12 พ.ย. จะมีการกำหนดวันเพื่อให้คู่กรณีคือ ป.ป.ช. และ ผู้ถูกกล่าวหา มาแถลงเปิดสำนวน โดยไม่มีการซักถาม แต่หากสมาชิก สนช.ติดใจต้องตั้งเป็นคณะกรรมาธิการขึ้นมาเป็นผู้ซักถาม เรื่อยไปจนถึงขั้นตอนการแถลงปิดสำนวน ซึ่งคู่กรณีสามารถแถลงด้วยวาจาหรือส่งเป็นเอกสารก็ได้ แต่ทั้งการแถลงเปิดและปิด กำหนดให้ฝ่าย ป.ป.ช.เป็นผู้แถลงก่อน

สุดท้าย คือ การลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ ซึ่งจากการอธิบายของนายสมชาย แสวงการ สนช. และนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. กระบวนการถอดถอนจะสิ้นสุดภายในไม่เกิน 45 วันนับจากวันที่นายพรเพชรแถลง นั่นคือ ประมาณกลางเดือนธันวาคม จะรู้ผล

สำหรับมติในการถอดถอน จะต้องไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิก สนช. ปัจจุบันมี สนช. 220 คน มติถอดถอนต้องใช้อย่างน้อย 132 คน

หากโดนถอดถอนหมายถึงอนาคตทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ จบ!

ยังไม่ต้องคิดถึงกติกาใหม่ ถ้ายึดตามบรรทัดฐาน "กติกาเดิม" คือ รัฐธรรมนูญ 2550 "ยิ่งลักษณ์" จะไม่สามารถกลับมาเล่นทางการเมืองได้อีก โดยในเบื้องต้นหากถูกถอดถอน จะต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นอกจากนั้นจะทำให้มี "ลักษณะต้องห้าม" ในการลงสมัคร ส.ส. รวมถึง การมาเป็นรัฐมนตรี ด้วย

อีกด้านหนึ่ง ในการดำเนินคดีอาญากับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ในคดีรับจำนำข้าวนั้น หลังจากทางอัยการสูงสุดซึ่งเห็นว่าสำนวนของ ป.ป.ช.ไม่สมบูรณ์และมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาร่วม ล่าสุดหลังจากประชุมร่วมกันมา 2 ครั้งคณะทำงานก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ และนัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 7 พ.ย. ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวว่า ป.ป.ช.อาจจะตัดสินใจส่งฟ้องเรื่องนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเอง เพราะหากรอทางอัยการต่อไป ก็อาจต้องใช้เวลาอีกนาน

การที่อัยการบอกว่าสำนวนของ ป.ป.ช.ไม่สมบูรณ์ จึงเป็นข้อต่อสู้หนึ่งของฝ่าย "ยิ่งลักษณ์" ที่บอกว่า ในเมื่อสำนวนไม่สมบูรณ์ จะถอดถอนได้อย่างไร

หากเป็น "ภาวะปกติ" ต้องบอกว่าเสียง 3 ใน 5 ที่จะลงมติ "ถอดถอน" บุคคลใดนั้นทำได้ยาก และยังไม่เคยทำได้ แต่เนื่องจากตอนนี้เป็น "ภาวะไม่ปกติ" และเสียงที่จะลงคะแนน คือ สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจาก คสช. จึงถูกมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินการได้

ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า ผลการลงมติของ สนช.จะเป็นอย่างไร ต้องรอดูสถานการณ์ในอีกประมาณ 45 วันนับจากนี้ไป ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ต้องจับตาคือความเคลื่อนไหวของ "ยิ่งลักษณ์" และ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯผู้เป็นพี่ชาย ที่ช่วงนี้เหมือนจงใจปล่อยภาพการไปเที่ยวด้วยกันที่ประเทศจีนออกมา

นี่แค่เริ่มต้นเกมเท่านั้น ยังฟันธงไม่ได้ว่าจะเป็น เกมหัก หรือ เกมเจรจา!