"อารีพงศ์" เผย ครม.ห่วงการเปิดให้เอกชนยื่นสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 หลังมีเสียงค้าน สั่งเร่งชี้แจง
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หลังชี้แจงการเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบ 21 ให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ นายกรัฐมนตรีจึงแสดงความเป็นห่วง เพราะยังมีกระแสคัดค้านจากบางกลุ่ม จึงให้กระทรวงพลังงานเร่งชี้แจงทำความเข้าใจทุกฝ่าย โดยยืนยันว่าการเปิดสัมปทานรอบ 21 ล่าช้ามาจากกำหนดเดิม 7 ปี อีกทั้งปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและใช้ในประเทศสูงถึง 1.8 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี หรือประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 150 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากไม่สามารถเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมจำนวน 29 แปลง จนต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จาก 4 บาทต่อหน่วย เป็น 6 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นภาระต่อประชาชนเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีข้างหน้า
นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวยืนยันว่า การเปิดให้สำรวจพลังงานบริเวณทะเลอ่าวไทยไม่ใช่เขตพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ตามที่มีบางกลุ่มกล่าวอ้าง เพราะแปลงสัมปทาน ซี 1/57 อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย 100 เปอร์เซ็นต์ และการกำหนดพื้นที่สำรวจไม่ได้อยู่ในการเขตป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ สำหรับพื้นที่เปิดสำรวจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากสามารถสำรวจพบและผลิตได้จะส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ขยายตัวไปด้วย ก่อให้เกิดการจ้างงานในธุรกิจต่อเนื่องกว่า 20,000 อัตรา ยืนยันไม่กระทบการใช้น้ำบาดาลของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะหินชั้นบาดาลมีความลึกประมาณ 100-200 เมตร ขณะที่การขุดเจาะน้ำมันใช้ความลึกถึง 2-3 กิโลเมตร จึงไม่กระทบต่อการใช้น้ำบาดาลของประชาชน
อย่างไรก็ตาม หากสำรวจพบจะไม่เกิดปัญหาขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ คาดว่ามีโอกาสค้นพบก๊าซธรรมชาติ 1-5 ล้านลูกบาศก์ฟุต น้ำมันดิบ 20-50 ล้านบาร์เรล โดยรัฐบาลยังควบคุมการผลิตปิโตรเลียมเพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศ เมื่อเอกชนผู้รับสัปทานสำรวจพบปิโตรเลียมจะมีระบบควบคุมการนำปิโตรเลียมเหลวส่งไปยังโรงกลั่น และมีระบบควบคุมอย่างรัดกุม ป้องกันการลักลอบขนถ่ายออกนอกประเทศ และหากนำมากลั่นผ่าน 6 โรงกลั่นในประเทศจะคุ้มค่ากว่า เพื่อนำมาใช้ในประเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศยื่นเสนอขอสำรวจ ภาคเอกชนสามารถร่วมทุนยื่นเสนอขอได้ เพราะลงทุนสูงนับหมื่นล้านบาท ไม่ได้ปิดกั้นรายใดรายหนึ่ง โดยขณะนี้ยังเหลือเวลา 6-8 เดือนในการเปิดให้ยื่น จึงพร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากส่วนต่าง ๆ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยขอให้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องก่อนรัฐบาลจะตัดสินใจอนุมัติสัมปทานในต้นปีหน้า





