"ไพบูลย์" เสนอ ครม.ตั้ง"สุวณา"คุมดีเอสไอ สะสางคดีพิเศษที่เกี่ยวกับการเมือง-ความมั่นคง
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยเมื่อวานนี้ (27 ต.ค.) ถึงการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ได้เสนอรายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมซึ่งเป็นคนในกระทรวงยุติธรรมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (28 ต.ค.) รวมถึงตำแหน่งอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ว่างลงตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ด้วย
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า จากการสอบถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม ทราบว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้กำหนดเป็นวาระการพิจารณาของ ครม.แล้ว
นอกจากนี้ได้หารือกับนายวิษณุถึงการสรรหาคณะกรรมการคดีพิเศษในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ หลังบอร์ดชุดเก่าหมดวาระลงทั้งหมด ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอให้มาช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับดีเอสไอ
แหล่งข่าวกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงบางส่วน เพื่อขับเคลื่อนงานที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนรายชื่ออธิบดีดีเอสไอนั้น กระทรวงยุติธรรมเสนอให้ย้ายสลับนางสุวณา สุวรรณจูฑะ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้นางสุวณา รักษาราชการแทนอธิบดีดีเอสไอ เป็นอธิบดีดีเอสไอ และให้นายวีระยุทธ สุขเจริญ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม มาเป็นอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
แหล่งข่าว กล่าวว่า แม้นางสุวณาจะไม่ได้เป็นนักกฎหมาย เพราะจบการศึกษาคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่มีบทบาทเข้าไปร่วมงานกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ สามีของนางสุวณาเป็นผู้พิพากษาอาวุโสที่ทำงานใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลให้นางสุวณาได้รับการสนับสนุนให้มาคุมงานดีเอสไอ เพื่อลดกระแสต้านจากคนในที่ไม่ต้องการให้โอนตำรวจมาเป็นอธิบดีดีเอสไอ
ส่วนภารกิจที่ได้การมอบหมายนั้นคาดว่าเป็นการสะสางคดีกองกำลังชายชุดดำ ผังล้มเจ้า และคดีการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ
ประชุมมอบงานด่วน 5 ด้าน
วันเดียวกัน พล.อ.ไพบูลย์ เรียกประชุมมอบนโยบายสำคัญเร่งด่วน 5 ด้าน ให้กับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม โดยให้เดินหน้าการทำงานให้เห็นผลใน 3 เดือน ประกอบด้วย 1.ด้านอำนวยความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ 2.การพัฒนาพฤตินิสัย แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และการป้องกันการกระทำผิด 3.การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 4.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และ 5.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ
ชี้กรมคุกล้มเหลว-จ่อโอนกลับมหาดไทย
"แต่ละด้านมีการทำแผนไว้แล้ว เหลือเพียงทำความเข้ากับผู้ปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนที่ยังมีปัญหา เช่น กรมราชทัณฑ์มีความคิดจะโอนย้ายไปอยู่กับกระทรวงมหาดไทยตามเดิม เพราะไม่แน่ใจว่ากรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ฟื้นฟูพฤตินิสัยหรือเป็นศูนย์รวมความชั่วร้าย ที่ผ่านมา 4-5 เดือน กรมราชทัณฑ์ถือว่าล้มเหลว หลังจากนี้จะใช้มาตรการให้เด็ดขาด เพราะเรือนจำมีพื้นที่จำกัดแต่ยังมียาเสพติดและโทรศัพท์มือถือหลุดรอดเข้าไปได้จำนวนมาก" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
ให้เวลา 3-6 เดือนทำไม่ได้สั่งย้าย
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ยาเสพติด 60 เปอร์เซ็นต์ มาจากเครือข่ายในเรือนจำ ดังนั้นหากยังมีปัญหาอยู่ภายใน 3 เดือน ผบ.เรือนจำโดนย้ายแน่ ส่วนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้เวลา 6 เดือน หากแก้ปัญหาไม่ได้ก็ต้องย้ายเช่นกัน
เขากล่าวว่า ที่ผ่านมาพูดกับคนราชทัณฑ์ 3-4 ครั้ง แต่ไม่เคยฟัง จนกระทั่งเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ตามวาระปราบปรามยาเสพติดที่ถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่ง ผบ.เรือนจำฯ ต้องรีบจัดการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นก็จะโดนย้ายเช่นกัน แต่หากคิดว่าทำไม่ได้ก็ให้เก็บของได้ตั้งแต่วันนี้เลย
"ผมมอบนโยบายชัดเจนให้คัดย้ายนักโทษที่มีอิทธิพลออกจากเรือนจำย่อยทั้งหมด ไม่เฉพาะบิ๊กเนมเท่านั้น แต่ระบบขับเคลื่อนมีปัญหา นักโทษที่มีอิทธิพลต่อนักโทษและผู้คุมมากที่สุดในเรือนจำสุราษฎร์ ถูกเรือนจำเสนอชื่อให้ย้ายไปเรือนจำความมั่นสูง แต่ชื่อกลับถูกคัดออกในขั้นตอนการคัดกรองที่กรมราชทัณฑ์ กระทั่งเจ้าหน้าที่เรือนจำถูกยิงตาย ใครเป็นกรรมการชุดนี้โดนผมตั้งกรรมการสอบแน่นอน" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
ชี้ปัญหาแก้ไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลและ คสช.ให้การสนับสนุนกรมราชทัณฑ์เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดมาโดยตลอด ทั้งเครื่องมือและกฎหมาย ดังนั้นปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล จึงเป็นเหตุผลที่ต้องใช้มาตรการย้ายบุคคล ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาความพอใจในการแก้ปัญหาไม่ได้มาจากราชทัณฑ์แต่มาจากข้อมูลของหน่วยอื่น เช่น ตำรวจที่เป็นฝ่ายจับกุม หากยังพบว่ามีการซัดทอดว่ามีการสั่งค้าจากในเรือนจำ ผบ.เรือนจำต้องรับผิดชอบ เพราะถือเป็นความบกพร่องของเรือนจำ
แฉแก๊งยาเป็นใหญ่ในวงการเมือง
ด้าน พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรับผิดชอบด้านปราบปรามยาเสพติด และอาชญากรรมพิเศษ กล่าวว่า การทำผิดคดียาเสพติดไม่ได้มีความผิดด้านเดียวแต่ต้องเอาผิดฐานฟอกเงินด้วย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานรับเป็นเจ้าภาพชัดเจน
นอกจากนี้ เขาระบุว่า ผู้ที่พัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดหลายคนเติบโตเข้ามาอยู่ในวงการเมือง บางคนกลายมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือเป็นนักการเมืองในพรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งน่าสงสัยว่าระบบแบล็กลิสต์หายไปตั้งแต่เมื่อไร เพราะในอดีตเราเคยไม่เสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีประวัติพัวพันยาเสพติด
"สิ่งที่น่ากังวลมากคือวันนี้เจ้าหน้าที่ของเรือนจำที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งเครัดกลับถูกทำร้าย เห็นควรที่จะให้มีการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอโทรศัพท์ที่ยึดได้หากพบว่าเป็นของผู้ต้องขังคนใดให้เพิ่มโทษอีก 5 ปี" พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าว





