(รายงาน) ประชุม สปช.นัดแรกไม่พลิกโผ "คนจุฬาฯ"กวาดทั้งประธาน-รองฯ
บรรยากาศการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดแรกเป็นไปอย่างคึกคัก กระปรี้กระเปร่า สมกับที่เป็นสภาความหวังของประชาชนในการทำหน้าที่ออกแบบหรือสร้างพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน
ทั้งนี้ สมาชิก สปช.จำนวน 250 คนได้ทยอยเดินทางเข้าห้องประชุมตั้งแต่เช้าตรู่ โดยก่อนเข้าประชุม บรรดาสมาชิก สปช.ป้ายแดงได้พร้อมใจกันไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา ได้แก่ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนปฏิบัติหน้าที่
ขณะที่ภายในห้องโถงอาคารรัฐสภา มีการเปิดเพลง "สปช.รู้รักสามัคคี" เพื่อต้อนรับสมาชิก โดยบทเพลงดังกล่าวแต่งโดย นายนิมิต สิทธิไตรย์ สปช.จาก จ.อุบลราชธานี โดยดัดแปลงเนื้อหาจากเพลงต้นฉบับ คือ เพลง "พรุ่งนี้" ซึ่งประพันธ์โดย ประภาส ชลศรานนท์ นักแต่งเพลงชื่อดัง
"จำได้ไหม ทุกท่านยังจำได้ไหม ทุกท่านจำได้ใช่ไหม พ่อสอนเราแทบทุกปีสอนให้เราต้องรักกัน มีคำขวัญให้สามัคคี ให้ทำดี ให้อดออม พากเพียร จำได้ไหม ทุกท่านยังจำได้ไหม ทุกท่านจำได้ใช่ไหม พ่อสอนให้สามัคคี สอนให้อย่าทะเลาะกัน ให้แบ่งปันในยามที่มี ให้คิดดี ร่วมใจ พัฒนา
ขอให้เรา สปช.ทุกคน ได้เห็นว่าบ้านเมืองเป็นเช่นไรที่ผ่านมา เป็นแบบอย่างไม่ทะเลาะกัน คิดต่างกันนั้นธรรมดา เปิดใจรับเปิดใจรู้ ปวงชนอยากเห็น อยากจะเห็นทุกท่านมาเดินด้วยกัน ทุกท่านมาจับมือกัน บ้านเมืองคงไปได้ดี มองแตกต่างกันเท่าไร แต่หัวใจยังสามัคคี วันพรุ่งนี้ ลูกหลานรอก้าวเดินตาม" เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของเพลง สปช.รู้รักสามัคคี
การประชุมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น.โดยมี "คุณปู่" พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา สปช.ด้านการศึกษา ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดด้วยอายุ 87 ปี ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการเสนอชื่อบุคคลเข้าชิงตำแหน่งประธาน สปช. ปรากฏว่า นายชัย ชิดชอบ สปช.ด้านการเมือง เสนอชื่อ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ สปช.ด้านอื่นๆ ขณะที่ นายชาลี เจริญสุข สปช.จาก จ.ฉะเชิงเทรา เสนอชื่อ นายอลงกรณ์ พลบุตร สปช.ด้านพลังงาน แต่เจ้าตัวขอสละสิทธิ์ จึงทำให้นายเทียนฉายได้รับตำแหน่งไปโดยปริยาย ท่ามกลางเสียงปรบมือของสมาชิก
การประชุมที่ดูเหมือนจะราบรื่น รวบรัด กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะที่สมาชิกได้ถกเถียงกันในประเด็นการแสดงวิสัยทัศน์ ว่าสมควรให้ประธานและว่าที่รองประธานได้แสดงวิสัยทัศน์ให้สมาชิกได้รับรู้รับทราบ
ทำให้ท้ายที่สุดต้องมีการยกเลิกข้อบังคับการประชุม และให้ นายเทียนฉาย แสดงวิสัยทัศน์
ขณะที่ตำแหน่งรองประธานคนที่หนึ่งนั้น เป็นไปตามความคาดหมายของสื่อทุกสำนัก เมื่อ นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เสนอชื่อ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สปช.ด้านการเมือง และเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เพียงชื่อเดียว จึงได้นั่งเก้าอี้รองประธานคนที่ 1 ชนิดไร้คู่แข่ง
ไฮไลท์สำคัญกลายเป็นการเลือกรองประธาน สปช.คนที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่าจะเป็นโควตาของ สปช.ในส่วนของสุภาพสตรี แต่ก็ต้องผิดคาดเมื่อ นายนิมิต สิทธิไตรย์ สปช.จาก จ.อุบลราชธานี เสนอชื่อ นายประชา เตรัตน์ สปช.จาก จ.ชลบุรี เข้าดำรงตำแหน่ง ขณะที่ นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สปช.ด้านการเมือง เสนอชื่อ น.ส.ทัศนา บุญทอง สปช.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นคู่ชิง ทำให้ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์เพื่อขอเสียงสนับสนุน
ปรากฏว่า น.ส.ทัศนา ปล่อยไม้เด็ดทิ้งท้ายว่า สปช.ทั้งหมด 250 คน มีผู้หญิงเพียง 36 คน จึงขอให้ "สมาชิกผู้ชายช่วยสนับสนุนผู้หญิงด้วยนะคะ”
ขณะที่ นายประชา ร่ายประวัติตั้งแต่เป็นนายอำเภอตามที่ฝันไว้ตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก แต่ชีวิตราชการก้าวหน้ากว่านั้น ได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด โดยเฉพาะ จ.นราธิวาส ในยุคที่สถานการณ์ชายแดนใต้ร้อนแรงถึงขีดสุด พร้อมประกาศแนวทางการทำงานโดยใช้ข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัดในการควบคุมการประชุม และขอไม่ให้แบ่งหญิง-ชาย เพราะทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
หลังแสดงวิสัยทัศน์ ที่ประชุมได้ลงมติด้วยวิธีการลงคะแนนลับ โดยขานชื่อสมาชิกทีละ 5 คนเพื่อเข้าไปลงคะแนนโดยการเขียนชื่อบุคคลที่เลือกลงในกระดาษ แล้วนำไปใส่ในซองที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ในคูหา จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการนับคะแนนโดยการขานชื่อ เหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไป มีคณะกรรมการนับคะแนน 5 คน
การนับคะแนนช่วงแรกต้องลุ้นกันตัวโก่ง เพราะคะแนนเป็นไปอย่างสูสีชนิดคะแนนต่อคะแนน เสียงขานชื่อ "ทัศนา-ประชา" สลับกันไปมาอย่างมีลุ้น ก่อนที่คะแนนของ น.ส.ทัศนา จะเริ่มทิ้งห่างในแต้มที่ 30 กว่าๆ และนำม้วนเดียวจบจนนับเสร็จสิ้น
ผลปรากฏว่า น.ส.ทัศนา ได้รับเลือกด้วยคะแนน 151 คะแนน ทิ้งห่างนายประชาที่ได้คะแนน 88 คะแนน งดออกเสียง 3 เสียง บัตรเสีย 1 ใบ จึงถือว่า น.ส.ทัศนา เป็นประธาน สปช.คนที่ 2 ตามที่มีการคาดหมายของสื่อหลายสำนักก่อนหน้านี้
เป็นที่น่าสังเกตว่า หากย้อนดูประวัติการศึกษาของทั้งประธานและรองประธาน สปช.ทั้ง 3 คน จะพบว่าล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งสิ้น โดย นายเทียนฉาย จบการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นายบวรศักดิ์ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง) จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และ น.ส.ทัศนา จบการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต (สุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชชั้นสูง) จากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เช่นกัน
เมื่อประธานและรองประธาน สปช.ทั้ง 2 คนล้วนเป็น "จุฬาฯคอนเนคชัน" จึงน่าเชื่อว่าการทำงานจะสอดประสานอย่างไร้ปัญหา ควบคุมการประชุมเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศให้สำเร็จสมดังที่ประชาชนคาดหวังต่อไป





