สปช.ด้านพลังงานเดินหน้าวางโรดแมพ เน้นความมั่นคงพลังงานระยะยาว โดยจะจัดทำแผนเสนอรัฐบาลให้ได้ภายใน 6 เดือน
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน เปิดเผยว่า สำหรับกรอบในการทำงานของ สปช.ด้านพลังงาน จะเข้ามาทำหน้าที่เสนอโรดแมป เพื่อสร้างมั่นคงด้านพลังงาน โดยแผนดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงปัญหาพลังงานในระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก การกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า รวมถึงการจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดจะต้องการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ วาระที่สปช.ด้านพลังงานจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน และต้องเป็นรูปธรรม จะเป็นในส่วนของการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ที่จะต้องมีแผนการปฏิรูปอย่างชัดเจน ว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีปริมาณสำรองพลังงานมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ จะต้องใช้เวทีของสภาปฏิรูป ในการปรับทัศนคติของบุคคล ให้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยโรดแมปดังกล่าวคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม สปช.ทำหน้าที่เพียงเสนอแนะเท่านั้น ในการกำหนดนโยบายหรือวางแนวทางการปฏิรูปเท่านั้น ที่จะส่งให้รัฐบาลรับทราบ ว่าควรจะเดินไปในทิศทางใด ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล
นอกจากนี้ จะร่วมพิจารณาถึงแนวทางที่เป็นปัญหาขัดแย้งในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีแนวทางที่ไม่ตรงกัน เช่น บางฝ่ายจะเลือกระบบแบ่งปันผลผลิต บางฝ่ายเลือกระบบสัมปทาน ซึ่งคงต้องหารือกันว่า แต่ละรูปแบบดีหรือไม่ดีอย่างไร ซึ่ง สปช. มีเวลาจำกัด 1 ปีกว่าเท่านั้น และมีหลายเรื่องต้องทำ ซึ่งบางเรื่องอาจไม่สำเร็จ แต่เชื่อว่าจะสร้างความเข้าใจให้ทุกฝ่ายยอมรับตรงกันได้ จากการทำโรดแมปร่วมกัน
โดยในระยะเวลา 1 ปีนี้ หากสามารถจัดทำโรดแมปสำเร็จ ถือว่าหน้าที่ของสปช.ประสบความสำเร็จแล้ว หลังจากนั้นก็ควรต้องมีคณะทำงานขึ้นมา รวมทั้งต้องเปิดรับฟังความเห็นประชาชน และยอมรับว่าความคิดเห็นประชาชน ยิ่งมีความหลากหลายมาก เมื่อนำเข้าสู่สภาฯ การพิจารณาจะง่ายขึ้น
ขณะที่นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือสปช. กล่าวว่า การทำงานของสปช.นั้น จะยืนบนพื้นฐานข้อมูลความเป็นจริง เพื่อต้องการให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง ดังนั้น การปฏิรูปพลังงาน จะมุ่งพิจารณาวิสัยทัศน์ด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องแหล่งสัมปทานในประเทศไทย ที่อาจยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือคัดค้านที่จะเปิดสัมปทานรอบใหม่ รวมทั้งต้องมีความชัดเจนเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์แหล่งสัมปทานด้วย
สำหรับความจำเป็นในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ จะเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เพราะหากไม่มีการจัดหาพลังงานใหม่เข้ามาทดแทน ปริมาณสำรองที่เคยขุดพบก็จะหมดไป ประกอบกับแหล่งสัมปทานเก่าที่ใช้ระบบไทยแลนด์วัน ก็จะทยอยหมดอายุในปี 2565 จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายว่าแหล่งสัมปทานที่จะเปิดใหม่นั้น จะพบปิโตรเลียมหรือไม่ หรืออาจต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเข้ามาทดแทน ซึ่งจะกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาแอลเอ็นจีแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทยถึง 2 เท่า หรืออยู่ที่ประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ขณะที่กาซในอ่าวไทยอยู่ที่ประมาณ 8-9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
ดังนั้นความมั่นคงด้านพลังงาน ทาง สปช. คงต้องการให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน รวมทั้งการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาก๊าซในปริมาณมากถึง 67% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด นับว่ามีความเสี่ยงท่ามกลางปริมาณสำรองในประเทศที่ลดลง





