"ราเมศ" ทีมกม.ปชป. ชี้ช่อง คสช. ย้ำ4ข้อตามอำนาจรธน.ชั่วคราว แก้ปัญหาถกเถียงถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์"
นายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง ประเด็นเรื่องการถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นประเด็นปัญหาอยู่ขณะนี้ว่า รู้สึกเป็นห่วง ว่าเรื่องถอดถอนจะเป็นปัญหาสำคัญ เพราะไม่มีความชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขหรือคำตอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จนบัดนี้เรื่องถอดถอนเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ก็ดูเหมือนว่าเรื่องถอดถอนจะเป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันจนไม่สามารถหาข้อยุติได้ เมื่อไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายเกิดขึ้น ทำไมคสช.จึงไม่ดำเนินการให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้สนช.ได้ข้อกฎหมายที่ยุติ ส่วนข้อเท็จจริงก็ว่ากันไป คนที่ถูกถอดถอนจะสู้อย่างไรก็ว่ากันไปเป็นสิทธิ์ แต่ถ้ามีช่องว่างกฎหมายให้เขาเหล่านั้นพ้นผิดไปก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ
นายราเมศ กล่าวว่า ตนใช้ความตั้งใจ ในการร่างคำร้องรวบรวมพยานหลักฐานเรื่องถอดถอนในหลายคดี ทั้งกรณีนายสมศักดิ์ เกียรติ์สุรนนท์ อดีตประธานสภาฯ นายนิคม ไวรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภาและนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอีกหลายคน เสียแรงไม่เท่ากับประชาชนที่ต้องเสียความรู้สึกว่าถ้าคนที่ทำผิดต้องลอยนวล แต่ขณะนี้ที่บางคนออกมาบอกว่าเพื่อความปรองดองก็ปล่อย ๆ กันไป
นายราเมศ กล่าวว่า อยากให้เข้าใจถึงความหมายของคำว่าปรองดอง ความปรองดองคือการออมชอม ยอมกัน ซึ่งไม่มีความหมายที่ระบุไว้ที่ไหนว่า ความปรองดองคือการปล่อยคนผิด ปรองดองที่ถูกต้องคือ ยอมกันให้ผิดว่ากันตามผิด ถูกว่ากันตามถูก ยอมเคารพกฎหมาย เท่านี้ทุกปัญหาก็จะจบ ถ้าปรองดองที่พูดกันคือคนที่ทำผิดก็ยอมยอมกันไป ประชาชน ที่ติดคุกอยู่ก็ปล่อยให้หมดคุกเพื่อความปรองดองทั้งประเทศ จะได้เสมอภาคเท่าเทียมกัน
“ถ้านักการเมืองทำผิด จะมีอภิสิทธิ์อะไรที่เหนือกว่าประชาชน เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน คนที่ทำผิดทำผิดรัฐธรรมนูญร้ายแรงยิ่งกว่าความผิดอาญาแผ่นดิน เพราะสิ่งที่นักการเมืองทำมีผลเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง ต่อไปนักการเมืองทำผิดก็ไม่ต้องดำเนินการอะไร มีเสียงข้างมากก็ออกกฎหมายล้างความผิดเสีย อย่าแปลกใจนักการเมืองที่ทำผิดเมื่อมีการดำเนินคดีจึงดิ้นเหมือนโดนน้ำร้อนลวกก็ต้องให้กำลังใจสนช.ว่าขอให้ทำให้สำเร็จ” นายราเมศ กล่าว
ประเด็นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนี้ ถ้าตนเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ของคสช.จะแนะนำให้ คสช.ใช้อำนาจที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในการแก้ปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ 1. ใช้อำนาจ ในการเรียกประชุม ร่วมกันระหว่างคสช.กับครม. เพื่อมีมติแก้รัฐธรรมนูญแก้ใขเพิ่มเติม"ให้ หมวดที่ 12 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 3 ในเรื่องการถอดถอน ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจในการถอดถอนต่อไป และให้บุคคลใดที่กระทำการอันเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นเหตุให้มีการถอดถอน ให้ถือว่าเป็นความผิดที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีอำนาจถอดถอนต่อไปได้ "กรณีถอดถอนก็สามารถทำได้เช่นกัน
2.ให้รีบนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ใช้เวลา 15 วันเมื่อ สนช.พิจารณาแล้ว 3.นำขึ้นทูลเกล้าภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ สนช.ได้มีมติ. 4.ยืนยันว่าทำได้ และเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควรทำ ซึ่งทั้งหมดน่าจะใช้เวลา ไม่เกิน 45 วัน ส่วนผลที่คาดว่าจะได้รับ 1.ประเด็นเรื่องการถอดถอนมีความชัดเจนในข้อกฎหมายมากยิ่งขึ้น และไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการยัดเยียดความผิดให้ผู้ที่ถูกถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้ร่างกฎหมายเพื่อเอาผิดใคร จะมีความชัดเจนดังเช่นกรณีการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ที่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ถูกยกเลิกก็ได้มีประกาศคณะรักษาความสงงบ ฉบับที่ 51 และ 57 ที่ประกาศให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาได้ต่อไป 2.ประชาชนก็จะชื่นชมว่า หลักความถูกต้องเท่าเทียมกัน ในประเทศนี้ยังคงดำรงคงอยู่ต่อไป
ตนเอาใจช่วยสนช. ว่าให้ผ่านเรื่องดังกล่าวไปได้ แม้สนช. บางคนจะถอดใจเพราะลังเลใจในอำนาจหน้าที่ และฐานความผิดซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประเด็นเรื่องถอดถอน หากไม่มีการแก้ไขปัญหาก็จะต้องถกเถียงกันต่อไป แต่หากไม่สามารถถอดถอนได้เพราะความไม่ชัดเจนของกฎหมาย คสช.ก็จะต้องรับผิดชอบ และจะต้องรับผิดชอบต่อความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนด้วย เพราะประชาชนทุกคนมีสิทธิ์คิดได้ว่า ทำได้แต่ทำไมไม่ทำ เพราะวันนี้ประชาชนทุกคนร้องเพลงได้ทุกคน “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา” ตอนนี้ เวลานี้ ประชาชนไว้ใจและศรัทธา คสช. เป็นอย่างมาก ซึ่งวันนี้ เวลานี้ ประเด็นเรื่องการถอดถอนยังไม่ได้ข้อยุติ มีสองทางเลือกคือจะถอดถอน หรือถอดใจ





