วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชง9มาตรการแก้ทุจริต

สถาบันต้านคอร์รัปชันมธ.ยื่นนายกฯ-สนช.-สปช. "นิพิฏฐ์"เตือนสปช.อย่าปากไวหนุนเลือกตั้งนายกฯโดยตรง

ตัวแทนสถาบันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นำโดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และอดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท. ได้เข้ายื่นมาตรการในการปฏิรูปการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชนชั่วคราว ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวานนี้ (13 ต.ค.) ประกอบด้วย

1.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน กำหนดให้มีศาลชำนาญพิเศษเพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน พิจารณาคดีเป็นระบบไต่สวน เปิดเผย ไม่ล่าช้า สำหรับข้าราชการ นักการเมือง และเอกชนที่เกี่ยวข้อง และกำหนดให้คู่ความสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ทั้งกำหนดให้คดีทุจริตซึ่งมีโทษไม่ต่ำกว่า 5 ปี ไม่มีอายุความ

2.ปฏิรูปหน่วยงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจรับผิดชอบกรณีการทุจริตโดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับ 10 ขึ้นไป และให้สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งให้ยกเลิกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับจังหวัด(ป.ป.จ.) กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด โดยให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในระดับภาคแทน เพื่อแก้ปัญหาบุคลากรถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการระดับสูงในพื้นที่

3.ปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งให้ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน และป้องกันมิให้ผู้ทุจริตคอร์รัปชันได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนประชาชน โดยกำหนดโทษสำหรับการทุจริตการเลือกตั้งให้รุนแรง เด็ดขาดให้ผู้สนับสนุนการทุจริตเลือกตั้งมีความผิดเทียบเท่าผู้กระทำผิดเป็นโทษร้ายแรง และห้ามผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดทุจริตคอร์รัปชัน ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต

4.ปฏิรูปให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินภาษีอากรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง เมื่อเข้าสู่ตำแหน่ง ขณะดำรงตำแหน่ง หลังดำรงตำแหน่ง เป็นระยะเวลา 2 ปี และมีการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวประจำปีอย่างต่อเนื่อง

5.ปฏิรูปการให้ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานรัฐและป้องกันการใช้งบประมาณรัฐในการประชาสัมพันธ์ส่วนตัว โดยให้มีกฎหมายควบคุมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาครัฐ ปรับปรุงพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ให้เปิดเผยข้อมูลเป็นหลักให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างจริงจัง

6.ให้กรมบัญชีกลางมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เช่น ราคากลาง งบประมาณ และบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างและเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบโดยวิธีการที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเข้าถึงได้ตลอดเวลา

7.ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้มีความเข้มงวด เช่น การส่งผู้ร้ายข้ามแดนกรณีคดีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันตามพ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องอาญา พ.ศ.2535 การป้องกันมิให้เกิดการผูกขาดหรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการก่อสร้างหรือจัดทำโครงการหน่วยงานรัฐเป็นต้น

8.ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นภาคีสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการติดสินบน หรือConvention on Combating Bribery of Foreign Public Officials inInternational Business Transaction (OECD-Anti-Bribery Convention) เพื่อผูกมัดให้ภาครัฐต้องดำเนินการและให้ความร่วมมือในการลดปัญหาการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ

9.ยกเลิกรางวัลนำจับและสินบนเฉพาะกรณี โดยในกรณีที่มิอาจยกเลิกได้เนื่องจากเหตุผลสำคัญให้นำเข้ากองทุนสวัสดิการของหน่วยงานนั้น ๆ แทน

นายวสันต์ กล่าวว่า นอกจากจะนำข้อเสนอนี้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังจะเสนอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้วย ซึ่งเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวค่อนข้างเป็นรูปธรรม หากสามารถทำได้จะช่วยให้ปัญหาทุจริตลดลง

"ทุกวันนี้ประชาชนตื่นตัวและฝากความหวังกับเรื่องนี้ เราจึงต้องร่วมกันแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้ได้ และหวังว่ารัฐบาลจะผลักดัน และทางสปช.จะได้นำข้อเสนอนี้ไปพิจารณา"

"เทียนฉาย"ลั่นปฏิรูปต้องสลายขั้วสี

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ตัวเต็งประธานสปช. กล่าวภายหลังเข้ารายงานตัวที่อาคารรัฐสภา ถึงโจทย์ปฏิรูปประเทศที่หลายฝ่ายมองว่าต้องเริ่มจากการแก้ไขความขัดแย้ง ว่า เป็นสิ่งที่ต้องพูดถึง ตนมองว่าสปช.ที่เข้ามาทำหน้าที่ต้องยุติการพูดถึงขั้วการเมืองและเดินหน้าเพื่อวางแผนพัฒนาประเทศต่อไป ตนเชื่อว่าในระหว่างที่การปฏิรูปเดินหน้าแล้วจะสร้างความประนีประนอมระหว่างคนไทยและผู้ที่ขัดแย้งทางการเมืองได้

เตือนสปช.ปากไวหนุนเลือกนายกฯโดยตรง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอปฏิรูปด้านการเมืองของ สมาชิก สปช.บางคนว่า ตนขอเตือน สปช.บางคนว่า อย่าปากไว เพราะเริ่มมีบางคนโยนหินถามทางเสนอให้มีการเลือกนายกฯโดยตรงจากประชาชน อ้างว่าเพราะต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่ลืมคิดไปหรือไม่ว่า ถ้าเลือกตั้งนายกฯโดยตรงก็ไม่ต่างจากระบบกึ่งประธานาธิบดี เพราะการปกครองระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ต้องเลือกนายกฯที่มาจากส.ส.ในสภา มีเพียง 4-5 ชาติในโลก ที่ใช้ระบบรัฐสภา และเลือกนายกฯโดยตรงจากการเลือกตั้ง แต่ชาติเหล่านั้นก็ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

ดังนั้นอย่าปากไว อย่าพยายามให้ไทยเป็นหนูทดลองชาติแรกในโลกที่จะรวมข้อดีต่างๆ แต่ไม่ดูข้อเท็จจริง อย่ายัดเยียดโดยการเปลี่ยนแปลง เพราะการพูดขายความคิดใดๆ ไปก่อนเช่นนี้ จะยิ่งทำลายศรัทธาความเชื่อมั่นใน สปช.

ให้250สปช.เลือกผู้สมัครอกหักเป็นทีมงาน

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวถึงแนวทางทำงานของสปช. ร่วมกับผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นสปช.ว่า สปช.250 คนจะมีตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ หรือทีมทำงาน โดยที่ประชุมร่วมกับนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะฝ่ายเลขานุการสปช. พิจารณาแล้วว่า จะให้ 250 คนคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นสปช.ในรอบแรกที่ไม่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งมีจำนวน 7,000 คน ตามบัญชีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอยู่

"รสนา"ค้านให้ผู้สมัครสปช.เป็นทีมงาน

น.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช.กล่าวถึงข้อเสนอของนายพรเพชรว่า คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น สปช. ที่เป็นผู้ที่มีความรู้ และมีคุณวุฒิระดับดอกเตอร์มาเป็นคณะทำงานประจำตัว สปช. ซึ่งจะได้รับเงินเดือนเพียงเดือนละ 15,000 บาท อีกทั้งมองว่าสปช.ทั้ง 250 คน ไม่มีใครที่คุ้นเคยหรือรู้จักกับผู้ที่สมัครที่สอบตก ดังนั้นแนวคิดของนายพรเพชร ตนมองว่าควรจะให้ผู้สมัครสปช. ที่สอบตกเข้ามาทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญประจำกรรมาธิการปฏิรูป ทั้ง 11 ด้านจะเหมาะสมกว่าที่จะให้มาทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สปช.

ปปช.ชงถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"ถึงสนช.วันนี้

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานป.ป.ช.กล่าวถึงการส่งสำนวนถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีรับจำนำข้าวให้สนช.ดำเนินการว่า วันที่ 14 ต.ค.นี้ เจ้าหน้าที่ป.ป.ช.จะนำสำนวนไปส่งให้ประธานสนช. ในวันที่ 14 ต.ค. โดยขณะนี้ถือว่าหมดหน้าที่ป.ป.ช.แล้ว หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับสนช.ว่าจะดำเนินการถอดถอนต่อไปหรือไม่ ส่วนสำนวนการถอดถอนอดีต 39 ส.ว.กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว. ป.ป.ช.จะนำเข้าพิจารณาในวันที่ 14 ต.ค. แนวโน้มคงส่งให้สนช.ดำเนินการต่อ

มติก.ร.ยุบรัฐสภา6จังหวัด-สอบทุจริต

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ก.ร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ก.ร. ซึ่งพิจารณาเรื่องการดำเนินโครงการรัฐสภา 6 จังหวัดนำร่อง ว่า ที่ประชุม ก.ร.ลงมติให้ยุติโครงการรัฐสภา 6 จังหวัดนำร่อง หลังจากที่พิจารณาผลการประเมิน อนุ ก.ร. และคณะกรรมการเพื่อประเมินผลงาน แล้วพบว่าไม่ผ่านการประเมิน โดยเฉพาะความคุ้มค่าของผลงานที่ออกมา เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ใช้จ่ายไป รวมถึงพบความขัดแย้งในประเด็นข้อกฎหมาย

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าเมื่อยุบรัฐสภาจังหวัด 6 แห่งนำร่องแล้วอาจกระทบต่อการทำงานร่วมกับภาคประชาชนนั้น เบื้องต้นจะนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาในมุมกฎหมาย และพิจารณาดำเนินโครงการใหม่อีกครั้ง ขณะที่ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สำนักงานรัฐสภาจังหวัดนั้น จะเรียกตัวให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่ส่วนกลาง ในตำแหน่งที่มีการจัดสรรให้

แหล่งข่าวจากรัฐสภา เปิดเผยว่า สำหรับการดำเนินงานของรัฐสภาใน 6 จังหวัดนำร่องที่ยังพบปัญหาประเด็นจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะประเด็นการจ้างบริษัทเอกชนเพื่อมาดำเนินงานปรับปรุงอาคารสำนักงานที่พบปัญหาทางข้อกฎหมาย เช่น บริษัทที่รับงานนั้นมีวิธีจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ และไม่ได้ลงนามสัญญาจ้าง ทำให้งานปรับปรุงไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา และจนถึงปัจจุบันสถานที่ยังปรับปรุงไม่แล้วเสร็จนั้น ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว รวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็เข้าตรวจสอบ