วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นิด้าเสนอปฏิรูปต่อคสช.ลดความเหลื่อมล้ำ

กลุ่มนักวิชาการนิด้า เสนอแนวทางปฎิรูปต่อคสช. เน้นลดความเหลื่อมล้ำ

ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) มีการแถลงข่าว “นิด้าโมเดลปฎิรูปประเทศไทย(ตอนที่ 3 )” เรื่อง “กางแผนปฎิรูปโครงสร้างทางสังคม” โดย ศ.ดร.กัลยาณี เสนาสุ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นิด้า กล่าวถึงแนวทางปฎิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มี ว่า คณาจารย์คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้ร่วมให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปฎิรูปประเทศไทย ออกมาเป็น ประเด็นที่สำคัญ 6 ด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคนไทย 1. จริยธรรม 2. ความเป็นพลเมืองดี 3. ภาวะผู้นำ 4. ทักษะการคิด คุณลักษณะและขีดความสามารถของคนไทยเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจ ยุคดิจิตอล 5. ความสุขและคุณภาพชีวิต 6. วัฒนธรรมของชาติ โดยการผลักดันให้เกิดการดำเนินการในแต่ละดับ คือ ระดับประเทศ/สังคม ระดับองค์กร ระดับบุคคล

รศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รองอธิบดีฝ่ายวางแผนและอาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ กล่าวถึงแนวทางปฎิรูปด้านสิ่งแวดล้อมว่า ในด้านสิ่งแวดล้อมแบ่งออกเป็น 16 ข้อ คือ 1.ปฎิรูปโครงสร้างองค์กรและการบ่งบอกหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค/ท้องถิ่นด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม 2.ปฎิรูประบบโยกย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรม โปร่งใสตามหลักธรรมาธิบาล 3.ปฎิรูปการคืนกลับของการจัดสรรงบประมาณประจำปีจากแค่มิติรายตัวในแต่ละจังหวัด โดยเพิ่มมิติทางการสร้างภาษีรายได้มาใช้ในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณไปใช้ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านมลพิษ แรงงานแฝง การสาธารณสุข เป็นต้น 4. การใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีที่ดิน การถือครองที่ดิน ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีการจัดการของเสีย ภาษีน้ำเสีย เป็นต้น เน้นผู้ผลิตเป็นผู้จ่าย 5.ปฎิรูปการใช้ที่ดิน / การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรชัดเจน อาทิ ปริมาณพื้นที่การถือครอง การเสียอัตราก้าวหน้า การจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวต่อว่า 6.ปฎิรูประบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดับท้องถิ่น ให้มีบทบาทและอำนาจมากขึ้น รวมทั้งการสร้างองค์ความรู้ของบุคลากร/ เจ้าหน้าที่ด้ายท้องถิ่นให้มีความรู้ที่แท้จริงและตรงตามภาระหน้าที่ของงานที่รับผิดชอบ 7. ปฎิรูปการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ระดับอนุบาล/ ประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา 8. ปฎิรูปการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดด้านสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน โดยเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนให้มากขึ้น 9. ปฎิรูประบบจัดสรรการใช้ทรัพยากรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างภาคประชาชน ท้องถิ่น และภาคอุตสาหกรรม อาทิ ทรัพยากรน้ำ 10. ปฎิรูปกฎหมายให้เกิดความชัดเจนและมีผู้รับผิดชอบ/ ปฎิรูประบบพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมและการชดเชยผลกระทบให้รวดเร็ว 11.ปฎิรูประบบการปราบปรามการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยต้องมีมาตราการที่เด็ดขาด 12.ปฎิรูปกระบวนการจัดทำ EIA EHIA และ SIA ให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นเครื่องมือที่มีคุณประโยชน์ชัดเจน มีกระบวนการติดตามผลภายหลังให้ชัดเจน 13. ปฎิรูประบบการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพให้ชัดเจน 14. ปฎิรูประบบการผลิตอาหารของประเทศ ยึดความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง 15. ปฎิรูปโครงสร้างความรับผิดชอบพื้นที่ป่าไม้ ระหว่างฝ่ายส่งเสริมกับฝ่ายป้องกัน/ ปราบปราม/ ปฎิรูปการจัดแบ่งโซนพื้นที่การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าไม้ 16.ปฎิรูปการจัดการขยะและน้ำเสีย 17. ปฎิรูปการควบคุมมลพิษในพื้นที่และมลพิษพรมแดน

ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นิด้า กล่าวถึงแนวทางปฎิรูปความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ว่า มิติสำคัญของความเหลื่อมล้ำที่คสช.ต้องให้ความสำคัญ 1.ความเหลื่อมล้ำในอำนาจ ระหว่างกลุ่มทุนเก่ากับกลุ่มทุนใหม่ ระหว่างคนชั้นสูงคนชั้นกลางในเมืองกับคนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและคนในชนบท ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญให้ 2 กลุ่มต่างกันน้อยลงเรื่อยๆ 2.ความเหลื่อมล้ำในโอกาส คนชั้นล่างคนยากจนขาดโอกาสที่จะเข้าถึงการบริการสาธารณะที่ดีมีคุณภาพ ที่สำคัญที่มีผลทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ได้แก่ การศึกษา การบริการสาธารณสุข การจัดสวัสดิการสังคม การบริการสาธารณขั้นพื้นฐาน

ศ.ดร.ชาติชาย กล่าวต่อว่า 3.เหลื่อมล้ำทางรายได้ทรัพย์สิน คนชั้นล่าง คนชายขอบสังคมขาดโอกาสในการเข้าถึงถือครองทรัพยากร ขาดความสามารถที่ดีในการใช้ปัจจัยในการผลิตเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยและช้ามากเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่นที่มีสถานะสูงกว่า 4.ความเหลื่อมล้ำในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้รับการดูถูกเหยียดหยามถูกบีบคั้นบังคับ ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ได้รับการปฎิบัติในสังคมอย่างไม่เสมอภาค โดยมีปัจจัยเหตุทางคุณลักษณะทางสังคม ได้แก่ เพศ สีผิว ชาติพันธุ์ ศาสนา อาชีพ ฐานะความเป็นอยู่ ระดับการศึกษา

ทั้งนี้ประเทศมีพัฒนามาร่วมหกทษวรรษ แต่สังคมไทยยังคงสภาพเป็นสังคมสืบสถานะ (Patrimonial Society) และความแตกต่างเหลื่อมล้ำในแทบทุกมิติของชีวิตในเมืองไทยได้สั่งสมและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งกลายเป็นชนวนก่อให้เกิดวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง ช่องว่างในโอกาสและความสามารถกว้างขึ้นเรื่อยๆระหว่างคนชั้นกลางในเมืองกับคนชั้นกลางใหม่และคนชั้นล่างในชนบทเป็นที่มาของวิกฤตทางการเมือง “ความเหลื่อมล้ำและคอรัปชั่นกลายเป็นต้นทางของการล่มสลาย”

ศ.ดร.ชาติชาย กล่าวอีกว่า แนวทางในการแก้ไข คือ 1.การกระจายอำนาจให้องค์กรชุมชน ชุมชนท้องถิ่นและอปท.ได้ตัดสินใจร่วมกับหน่วยงานรัฐในการจัดการจัดสรรสิทธิและโอกาสในการใช้ทรัพยากร 2.จัดทำนโยบายและแผนงานโครงการที่กระจายทรัพยากรของรัฐไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสเน้นว่า ต้องสร้างโอกาสให้คนต่างจังหวัด และสร้างพลวัตรทางสังคม (Social Mobility) ทั้งนี้จะต้องไม่ใช่นโยบายและโครงการประชานิยมที่ตอกย้ำให้ประชาชนเสพติดกับการคิดพึ่งพาความช่วยเหลือของรัฐ พึ่งพางบประมาณรัฐต้องไม่เอาประชาชนคนยากจนเป็นตัวประกัน 3.สร้างพื้นที่การสื่อสาร พื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางนโยบายให้คนชั้นกลางในเมืองและคนชั้นกลางในชนบทได้เรียนรู้ร่วมกัน แบ่งปัน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ได้ประโยชน์ร่วมกันและได้สานฝันสร้างอนาคตของคน ชุมชนและประเทศที่พึงปรารถนาร่วมกัน 4.การเพิ่มความหลากหลายของช่องทางการสื่อสารโดยตรงจากชุมชนสู่รัฐ 5. ลดอำนาจอิทธิพลของนักธุรกิจ เพิ่มบทบาทของตัวแทนภาคประชาชน 6.ปฎิรูประบบภาษี อย่างไรก็ตามที่สำคัญที่สุด ต้องลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลงให้เร็วที่สุด เพราะคอร์รัปชั่นเป็นทั้งสาเหตุและผลลัพธ์ของความเหลื่อมล้ำในสังคม

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายสื่อสารองค์กรและอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ นิด้า กล่าวถึงแนวทางปฎิรูปด้านข้อมูลข่าวสารว่า 1.การออกกฎหมายและนโยบายในการกำกับดูแลร่วม (co-regulation)2.การปฎิรูปคุณภาพ มาตราฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพในองค์กรสื่อของไทย และศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณะนิเทศศตร์และนวัตกรรมการจัดการ นิด้า กล่าวเสริมว่า 3.ปรับโครงสร้างกสทช.ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 4.ปรับระบบการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานราชการ 5.เสริมสร้างความรู้ทันสื่อ 6.พัฒนากลไกการเฝ้าระวังสื่อของภาคประชาชนสังคม 7.ปัญหากฎหมายให้มีความทันสมัยกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวทางการปฎิรูปทั้งหมดกลุ่มผู้เสนอจะนำไปเสนอต่อคสช.และขอเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อไป