"พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯ ยันระเบิดมาเลย์ไม่กระทบชายแดนใต้ พร้อมช่วยเหลือดูแลหญิงไทยบาดเจ็บ
ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงเหตุระเบิดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในช่วงบ่าย วันเดียวกันนี้ว่า ตนได้รับรายงานแล้ว และได้เรียนกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งรัฐบาลได้แสดงความห่วงใยต่อรัฐบาลมาเลเซีย ส่วนหญิงไทยที่ได้รับบาดเจ็บนั้น เราจะติดตามดูแลต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้พร้อมจะเกิดได้ทุกที่ เราต้องให้กำลังใจกัน เพราะเป็นปัญหาด้านความมั่นคง เราต้องมีประชาธิปไตยที่ดูแลคนทุกฝ่ายได้ ไม่ทะเลาะขัดแย้งกัน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุมาจากการก่อการร้ายใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อย่าเรียกว่าก่อการร้าย เรียกว่าการใช้ยุทธวิธีความรุนแรง ใช้อาวุธสงคราม การที่จะไประบุว่าก่อการร้าย บางครั้งจะไปเข้ากับเงื่อนไขของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ได้ จึงต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนก่อน ในฐานะที่เราไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง มันอาจจะเป็นการชักนำให้คนเหล่านี้เข้ามาในประเทศเรา อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ลักษณะนี้ ในประเทศไทยก็มี อย่างเช่น สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่บางครั้งไม่ใช่เรื่องของผู้เห็นต่างอย่างเดียว แต่มีการทำทุจริตผิดกฎหมายด้วย ทำให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น ทั้งหมดต้องพิสูจน์ทราบก่อน จึงอยากฝากสื่อมวลชนไว้ด้วย
ตนคิดว่าวันนี้ถ้าประเทศชาติจะเดินไปข้างหน้าได้ ตนไม่มีอคติกับใคร เราต้องช่วยกัน ว่าทำอย่างไรปัญหาภายในประเทศเราถึงจะลดลงไป ทำให้ชื่อเสียงประเทศดีขึ้น ปัญหาในบ้านเราอย่าทำให้ออกไปข้างนอกมากนัก สื่อต่างชาติเขาตามดูอยู่ อาจส่งผลต่อการค้าการท่องเที่ยว
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศมาเลเซียถือว่าน่าเป็นห่วงที่จะส่งผลต่อสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้มีมานานแล้ว เพียงแต่ว่าเขาจะเปิดเผยตัวเมื่อไหร่ เราเองก็ร่วมมือกับมาเลเซียมาตลอด อะไรที่เป็นปัญหาระหว่าง 2 ประเทศต้องพูดคุยกัน กับผู้ที่ความเห็นต่างในหลาย ๆ ประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตย การที่จะเราจะจำกัดสิทธิ หรือการเข้าตรวจค้นนั้นเป็นไปได้อย่างลำบาก เพราะเป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าในประเทศที่เจริญแล้วคงไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามเราก็เฝ้าระวังสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้อยู่แล้ว แต่เหตุก็ต้องเกิดขึ้นสักวัน ต้องดูว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป อย่าบอกว่าเราไม่ระวัง ระวังอย่างไรมันก็เกิด เมื่อยังมีคนคิดจะก่อเหตุอยู่ จะให้เฝ้าระวังทุกวินาทีก็คงไม่ได้ ซึ่งมี 2 วิธีคือป้องกันและป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุ จะดีกว่าเกิดเหตุแล้วไปสอบสวนแก้ไขทีหลัง ฉะนั้นเราทำทุกอย่างในเรื่องของการป้องกันป้องปราม ส่วนการสืบสวนก็ว่ากันด้วยหลักฐาน เราจะไปวิเคราะห์คดีกันเองว่าใช่หรือไม่ ก็ไปเสียหายกับประเทศ
เมื่อถามว่า เหตุระเบิดที่มาเลเซียจะส่งผลกับการพูดคุยสันติสุขหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว คนละเรื่องกัน การพูดคุยสันติสุขเป็นปัญหาของประเทศเรา และมาเลเซียก็ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งจะเห็นว่าการพูดคุยสันติสุขนั้น คู่ขัดแย้งคือคนไทยด้วยกัน โดยมาเลเซียไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ภายใน เพียงแต่เป็นการแสวงหาความร่วมมือซึ่งกันและกัน และมาเลเซียอยู่ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งเราเตรียมคณะในการพูดคุยไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ต้องรอให้ตนพูดคุยกับ นาจิบ ราซะก์ นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียถึงความพร้อมระหว่างรัฐบาล เพื่อให้ความสมบูรณ์ในทุกมิติ โดยคณะพูดคุยนั้นจะแยกเป็นในแต่ละกลุ่มปัญหา ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยระหว่างกันกับมาเลเซียมาโดยตลอดแต่ไม่ได้เปิดเผย ทั้งในนามครม.และกองทัพโดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้าที่ได้มีการพูดคุยในทางลับกำลังทำเรื่องดังกล่าวอยู่ เพื่อไม่ให้บานปลายและเป็นผลให้ผู้ก่อความไม่สงบกลับมา แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่มั่นใจ ถ้าเราดึงคนเหล่านี้มาได้มากขึ้น บุคคลในระดับแกนนำจะลดลง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขขณะนี้กำลังเตรียมการอยู่ ทั้งฝ่ายกองทัพและพลเรือน ฝ่ายทหารคือ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ส่วนฝ่ายพลเรือนนั้นกำลังคิดอยู่ ทั้งนี้การแก้ปัญหาเป็นไปคนละแบบ ถ้าเป็นความมั่นคงของไทยต้องเป็นกอ.รมน. ใช้ทหารเป็นหลัก แต่ทางมาเลเซียจะให้ทหารดูแลพื้นที่ชายแดน แต่ในประเทศจะเป็นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทั้งหมดต้องคุยรายละเอียดกับนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียอีกครั้ง





