อัยการคดีศาลแขวงปทุมวัน สั่งสอบเพิ่มเติมสถานที่ทำอุ้มบุญ หลัง"หมอพิสิฐ" ร้องขอความเป็นธรรม
นายรุ่งโรจน์ ดิจบรรจง ทนายความของ นพ.พิสิฐ ตันติวัฒนากุล อายุ 40 ปี เจ้าของคลีนิค"ออล ไอวีเอฟ" ย่านเพลินจิต ซึ่งทำอุ้มบุญให้นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ผู้ต้องหาคดีประกอบกิจการและดำเนินสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ได้เดินทางเข้าพบนายเจริญเดช ศัลยพงษ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 (ปทุมวัน) ตามที่ได้นัดมาฟังการสั่งคดี ขณะที่นพ.พิสิฐ ไม่ได้เดินทางมาพบอัยการแต่อย่างใด
โดยเมื่อถึงเวลานายเจริญเดช ได้แจ้งให้นายรุ่งโรจน์ ทนายความ นพ.พิสิฐ ทราบว่า คณะทำงานยังไม่สามารถมีความเห็นในการสั่งคดีได้ โดยจะแจ้งให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมก่อน ภายหลัง นายเจริญเดชและคณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดี ได้ร่วมกันแถลงถึงการสั่งสอบสวนเพิ่มเติม
นายเจริญเดช กล่าวว่า ในการพิจารณาสำนวน ปรากฏว่าคดีนี้ผู้ต้องหาก็ได้ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาด้วย ซึ่งอัยการพิจารณาพยานหลักฐานการสอบสวน และประเด็นต่างๆ ตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหาแล้ว เห็นว่า ยังมีข้อสงสัยในหลายการ ดังนั้นเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา อัยการจึงเชิญผู้รับมอบอำนาจของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้กล่าวหาคดีนี้มาสอบถามเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยมีความเห็นตรงกันว่ายังมีประเด็นสอบสวนเพิ่มเติม อัยการจึงมีความเห็นสั่งให้พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี สอบสวนเพิ่มเติมที่มีหลายประเด็น อาทิ ภาพถ่ายสถานประกอบการของผู้ต้องหาที่ยังไม่ชัดเจนว่า เหตุเกิดที่ชั้นใด เนื่องจากอาคารที่ประกอบการมี 2 ชั้น ขณะที่การร้องขอความเป็นธรรมนั้นผู้ต้องหายืนยันว่าได้ดำเนินการเปิดสถานประกอบการอย่างถูกต้อง ดังนั้นอัยการอาจจะต้องถามความเห็นจากแพทยสภาซึ่งถือว่าเกี่ยวข้อง เพราะในสำนวนสอบสวนไม่ปรากฏว่ามีความเห็นแพทยสภาอยู่ด้วย รวมทั้งต้องสอบถามหน่วยงานที่ผู้ต้องหาอ้างว่าได้รับประกาศณียบัตรเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกนี้อีกด้วย
ดังนั้นอัยการจึงไม่สามารถสั่งคดีได้ในวันนี้ที่ครบกำหนดผัดฟ้องครั้งสุดท้าย โดยหลังจากนี้หากพนักงานสอบสวน เสนอรายงานผลการสอบสวนเพิ่มเติมมาให้ และอัยการมีความเห็นว่า พยานหลักฐานพอฟ้อง ก็จะเสนอเรื่องเพื่อขออนุญาตนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ฟ้องคดีตามขั้นตอนของกฎหมายคดีศาลแขวง และเมื่ออัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้องแล้ว อัยการคดีศาลแขวง 6 จะมีหนังสือแจ้งให้พนักงสอบสวนนำผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาลโดยเร็ว แต่ถ้าปรากฏว่าผู้ต้องหาหลบหนี อัยการจะแจ้งให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกหมายจับต่อไป
สำหรับคดีนี้มีการกล่าวหา รวม 2 ข้อหาตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 คือ 1.ประกอบกิจการและดำเนินสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท ที่มีอายุความ 10 ปี และ 2.ไม่ควบคุมและดูแลให้แพทย์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสถานพยาบาล ปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ที่มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ดังนั้นถ้าจะดำเนินการฟ้องก็จะต้องไม่ให้ขาดอายุความในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง แต่คิดว่าการสอบสวนคงใช้เวลาไม่นานขนาดนั้น เพราะอัยการจะเร่งติดตามความคืบหน้าจากพนักงานสอบสวนเป็นระยะ หากไม่แจ้งมาก็จะทำหนังสือเตือน โดยเบื้องต้นให้พนักงานสอบสวน รายงานการสอบสวนเพิ่มเติมมาภายในวันที่ 30 ต.ค.นี้ ซึ่งอัยการได้นัดให้ นพ.พิสิฐ ผู้ต้องหามารายงานตัวกับอัยการในวันดังกล่าวด้วย
"การสั่งคดีของอัยการต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้ไม่ได้มีข้อยุ่งยาก แต่จะต้องทำให้ได้ข้อเท็จจริงจนสิ้นกระแสความ ถ้าถามว่ามีการแทรกแซงหรือไม่ ใครจะแทรกแซง เราไม่ทำให้อัยการเสียชื่อเสียง การพิจารณาก็ว่ากันไปตามกระบวนการสอบสวน "นายเจริญเดชกล่าว
เมื่อถามว่า หากมีการฟ้องคดีแล้ว จำเป็นต้องเรียกพ่อชาวญี่ปุ่นที่ว่าจ้างการอุ้มบุญ มาเป็นพยานด้วยหรือไม่ นายเจริญเดชกล่าวว่า ในเรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่การจะยื่นบัญชีพยานต้องยื่นแนบในวันที่ฟ้องคดี ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาลว่าจะนำสืบพยานปากนี้หรือไม่





