วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยอันดับ16เสี่ยงสูงเหตุการณ์ไม่สงบในปท.

เมเพิลครอฟท์ ชี้ไทยติดอันดับ16ประเทศเสี่ยงสูงจากเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศ ขณะที่ "ซีเรีย" แชมป์เสี่ยงสูงสุดในโลก

บริษัทเมเพิลครอฟท์ เปิดเผยดัชนีความไม่สงบในประเทศ (Civil Unrest Index หรือ CUI) โดยระบุว่า ซีเรียยังคงอยู่ในอันดับหนึ่งมีความเสี่ยงสูงสุดในโลก ขณะที่ประเทศราว 20% ต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากการผละงาน การประท้วง และความขัดแย้งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มี 11 ประเทศที่ถือว่าเผชิญ "ความเสี่ยงอย่างรุนแรง" และมีอีก 69 ประเทศที่มี "ความเสี่ยงสูง" ที่การก่อความไม่สงบจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยประเทศกลุ่ม "ความเสี่ยงสูง" รวมถึงหลายประเทศในเอเชียที่เป็นศูนย์กลางการผลิต ซึ่งได้แก่ ไทย (อันดับที่ 16) อินโดนีเซีย (23) เวียดนาม (24) จีน (26) อินเดีย (28) กัมพูชา (32) และฟิลิปปินส์ (35)

รายงานระบุว่า การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลเป็นเวลายาวนานในไทย ซึ่งตามมาด้วยการก่อรัฐประหารเดือนพ.ค. ส่งผลให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของจีดีพี ไทยลงสู่ 2.5% สำหรับปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้ที่ 5.2% และอาจทำให้มูลค่าเศรษฐกิจลดลงราว 9.8 พันล้านดอลลาร์

บริษัทที่ประกอบธุรกิจในประเทศกลุ่มเสี่ยงสูง หรือจัดหาทรัพยากรจากประเทศกลุ่มนี้ เผชิญความเสี่ยงที่ธุรกิจอาจหยุดชะงักเพราะการก่อความไม่สงบ รวมถึงการผละงานและเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการก่อความไม่สงบด้วย

รายงานนี้วิเคราะห์ความเสี่ยงจากการก่อความไม่สงบอาจเป็นอุปสรรคขวางการประกอบธุรกิจในประเทศ 197 ประเทศ ไตรมาสที่แล้วนับเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันที่ซีเรียติดอยู่ในอันดับหนึ่งในดัชนีนี้

โดยประเทศที่ถือว่าเผชิญความเสี่ยงรุนแรง เพราะมีความขัดแย้งภายใน ได้แก่ ซีเรีย สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ปากีสถาน ซูดาน ซูดานใต้ อิรัก เยเมน บังคลาเทศ ลิเบีย โซมาเลีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประเทศกลุ่มนี้อยู่ในอันดับ 1-11 ในดัชนีนี้ตามลำดับ

เมเพิลครอฟท์ ระบุว่า ความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจเผชิญจากการก่อความไม่สงบเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสที่แล้วเพราะเหตุผลบางประการ รวมถึงการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก การประท้วงต่อต้านปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเขตฉนวนกาซ่า และ การประท้วงการแทรกแซงทางทหารของรัสเซียในยูเครน

นางชาร์ลอทท์ อิงแฮม นักวิเคราะห์ของเมเพิลครอฟท์ กล่าวว่า ดัชนีนี้จะช่วยเหลือบริษัทข้ามชาติและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ในการจัดเตรียมมาตรการฉุกเฉิน เมื่อต้องทำงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ

"การติดตามแนวโน้มของประเทศต่างๆที่มีระดับการก่อความ ไม่สงบเพิ่มสูงขึ้น ควรจะเป็นสิ่งที่สำคัญลำดับแรกสำหรับผู้จัดการความเสี่ยง" นางอิงแฮม กล่าว

ขณะที่ ฮ่องกง เป็นเขตปกครองที่มีความเสี่ยงพุ่งขึ้นสูงสุดในไตรมาสที่แล้ว ทะยานขึ้นจากอันดับ 132 สู่อันดับ 70 ในไตรมาสล่าสุด หลังจากมีการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะที่ ไลบีเรียเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 2 โดยดีดตัวขึ้นจากอันดับ 113 สู่อันดับ 74 เนื่องจากเกิดการระบาดของเชื้ออีโบลา