วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตีกลับสำนวนฆ่าผู้ดี อัยการชี้ยังไม่รัดกุม

อัยการเกาะสมุยส่งสำนวนกลับมาให้พนักงานสอบสวนแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความรัดกุม

ด้านกรรมการสิทธิฯ ระบุ ผู้ต้องหารับก่อเหตุ แต่บางขั้นตอนการสอบสวนอาจไม่เหมาะสม "ประยุทธ์" วอนเรียกผู้ต้องหาเป็นแรงงานต่างด้าวแทนพม่า หวั่นกระทบสัมพันธ์ "ประวิตร" พอใจตำรวจแจงปมสงสัยในคดี ขณะที่ฟูลมูนหาดริ้น เกาะพะงันคึก นักท่องเที่ยวแห่ร่วมนับพัน ตำรวจต้องเพิ่มกำลังนอกเครื่องแบบดูแลความปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีฆาตกรรม นายเดวิด มิลเลอร์ และนางสาวฮันนาห์ วิเทอริดจ์ สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี หลังตำรวจสรุปสำนวนสั่งฟ้องนายเวพิว หรือวิน และนายซอลิน หรือโซเรน สองผู้ต้องหาชาวพม่า เชื้อสายยะไข่ ต่ออัยการ พร้อมทั้งตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข้อสงสัยในคดีนี้ ว่า วานนี้ (8 ต.ค.) สำนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยได้ส่งคืนสำนวนการสอบสวนคดีที่มีความหนา 800 กว่าหน้ากลับมาให้พนักงานสอบสวนนำไปปรับปรุงแก้ไขให้มีความกระชับรัดกุมมากขึ้น เพราะเป็นคดีสำคัญที่สังคมโลกให้ความสนใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตพม่า ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรม ยังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมผู้ต้องหาชาวพม่าที่ก่อเหตุในคดีนี้ โดยมีการสอบถามข้อมูลและความเห็นจากแรงงานพม่าที่อยู่บนเกาะเต่าด้วย

สองผู้ต้องหายันตำรวจไม่ได้ขู่บังคับ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ กสม. อีกส่วนหนึ่ง ได้เดินทางไปยังเรือนจำอำเภอเกาะสมุยเพื่อเข้าเยี่ยมสองผู้ต้องหาชาวพม่า โดย นายปริญญา ศิริสารการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการลงพื้นที่เรือนจำเพื่อพูดคุยกับผู้ต้องหาทั้งสอง ผู้ต้องหาทั้ง 2 เล่าให้ฟังว่า ขณะที่นั่งดื่มเบียร์กันอยู่ ได้ยินเสียงผู้ตายทั้งสองพลอดรักกันอยู่ ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศขึ้น จึงหยิบจอบขึ้นมาทำร้ายผู้ตายทั้งคู่ โดยขณะนั้นคิดว่าผู้ตายแค่สลบไป ไม่คิดว่าจะถึงขั้นเสียชีวิต และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคดีนี้จะถึงขั้นต้องประหารชีวิต อย่างไรก็ตามผู้ต้องหายังยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ขู่บังคับให้รับสภาพ เพียงให้แนะนำว่าถ้ารับสารภาพโทษหนักก็จะกลายเป็นเบา

ย้ำผู้ต้องหารับว่าทำจริง

นายปริญญา กล่าวต่อว่า มีการถามผู้ต้องหาถึงประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่พบอสุจิที่ถุงยางอนามัย การย้อมผม หรือกรณีบาดแผลของผู้ตายฝ่ายชาย ซึ่งผู้ต้องหาก็ให้ข้อมูลต่างๆ มา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นเหล่านี้ก็ถือเป็นประเด็นรอง แต่ประเด็นหลักใหญ่แล้วผู้ต้องหาได้รับสารภาพแล้วว่าเป็นผู้ลงมือจริง ซึ่งถ้าเป็นการจับแพะจริงเราคงยอมไม่ได้เช่นกัน แต่ครั้งนี้ไม่ว่าจะถามกี่ครั้งผู้ต้องหาทั้งสองคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นผู้ทำจริง

ใช้ล่ามคนละเชื้อชาติ-สื่อสารไม่เข้าใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ผู้ต้องหาทั้งสองได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ กสม.ถึงเรื่องการสอบสวนว่า ตำรวจกระทำกับผู้ต้องหาไม่ถูกต้องนัก อีกทั้งผู้ต้องหายังบอกด้วยว่า ในการสอบสวนตำรวจนำชาวโรฮิงญามาเป็นล่ามแปล ทั้งที่ผู้ต้องหาเป็นชาวยะไข่ ใช้คนละภาษากัน ทำให้การสื่อสารอาจไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าที่ควร และทั้ง 2 สัญชาติไม่ลงรอยกัน ซึ่งประเด็นนี้เหล่านี้ได้มีการพูดคุยกับตำรวจเพื่อให้ตระหนักในเรื่องละเอียดอ่อนดังกล่าวแล้ว

นายกฯวอนเรียกผู้ต้องหาต่างด้าวแทนพม่า

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่าว่า อย่าเพิ่งไปตำหนิคนเมียนมาร์ เพราะในประเทศของเขามีหลายชนชาติ ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองภายในด้วย ถ้าไประบุว่าเป็นพม่า เขาก็เสียเกียรติภูมิ จึงอยากจะบอกว่าเป็นการกระทำของแรงงานต่างด้าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการแก้ปัญหานั้น ต้องแก้ที่ตัวเราก่อนและต้องแก้ให้ได้ เราจะประสานความร่วมมือกับเขาว่าจะมีการจดทะเบียนแรงงานอย่างไร พิสูจน์สัญชาติอย่างไร ในอีกขั้นตอนหนึ่ง ให้เป็นระบบ

"ประวิตร"พอใจตำรวจชี้แจงปมคดี

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงคดีนี้เช่นกันว่า พอใจกับการแถลงของตำรวจเพื่อชี้แจงประเด็นที่สังคมออนไลน์ตั้งข้อสงสัยถึงการจับกุมผู้ต้องหา

"จากการแถลงแสดงถึงการทำสำนวนคดีฆาตกรรม เป็นไปด้วยความตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ และมีขีดความสามารถ ในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ส่วนสังคมออนไลน์ที่ยังวิจารณ์การทำงานของตำรวจนั้น อยู่ที่ตำรวจพิจารณา เพราะรู้ดีว่าต้องดำเนินการอย่างไร" พล.อ.ประวิตร กล่าว

นักเที่ยวคึกแห่ร่วมฟูลมูนหาดริ้น

สำหรับบรรยากาศที่ท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากจากเกาะสมุย-เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมารอขึ้นเรือข้ามฟากเป็นจำนวนมาก จนผู้ประกอบการเรือข้ามฟากต้องเสริมเที่ยวเรือ เพิ่มขึ้นอีกวันละ 2 เที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปร่วมงานฟูลมูนปาร์ตี้ที่หาดริ้น เกาะพะงัน ได้ทันเวลา ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจากคลื่นลมในทะเลค่อนข้างแรง บางช่วงมีคลื่นสูงถึง 3 เมตร

นายบุญศิริ เดี่ยววานิช ผู้จัดการ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด กล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุฆาตกรรมส่งผลให้นักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องหาและได้รับคำยืนยันจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงพยานหลักฐานที่รัดกุมก็สร้างความมั่นใจให้แก่คนไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาร่วมงานฟูลมูนปาร์ตี้ ไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ทั้งที่อยู่ในช่วงโลว์ซีซัน

ตร.เพิ่มกำลังนอกเครื่องแบบช่วยรปภ.

ส่วนเจ้าท่า จ.สุราษฎร์ธานี ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าประจำจุดท่าเทียบเรือโดยสารทุกท่า ทั้งบนฝั่งดอนสัก เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ส่วนห้องพักบนเกาะพะงัน ที่มีอยู่กว่า 15,000 ห้อง ถูกจองไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดีมีบางส่วนที่นักท่องเที่ยวพักอยู่ที่เกาะสมุยและที่เกาะเต่า จากนั้นนั่งเรือเฟอร์รี่เข้าไปร่วมงานฟูลมูนปาร์ตี้จนถึงรุ่งเช้าก่อนจะเดินทางกลับ ซึ่งคาดว่าจะมีเงินสะพัดในงานฟูลมูนปาร์ตี้เกือบ 100 ล้านบาท

ในส่วนของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เพิ่มกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบ ลงพื้นที่รอบบริเวณงานฟูลมูนฯ กว่า 100 นาย และร่วมกับผู้ประกอบการช่วยกันดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว