วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผบ.ทบ.เมินเลิกอัยการศึก พท.ยันไม่ทำตัวเป็นปัญหา

"อุดมเดช" ผบ.ทบ.ยันยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก ระบุหากยกเลิกต้องมีความมั่นใจดูแลสถานการณ์ได้

"เพื่อไทย"ให้คำมั่นไม่ทำตัวเป็นอุปสรรคเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย-ใช้ความรุนแรง ด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยวยันไม่กดดันรัฐเร่งยกเลิกอัยการศึก ด้านสนช.เตรียมให้วิปกลั่นกรองปมถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์" ก่อนส่งให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติ

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) กล่าวภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก(ทบ.) ถึงการพิจารณายกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก ว่า เป็นเรื่องที่ต้องหารือร่วมหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการประชุมร่วมระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันนี้ (7 ต.ค.) ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี-รังสิต จะไม่หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาพิจารณา แต่เป็นการติดตามผลการบริหารราชการของรัฐบาลและผลงานของ คสช.เท่านั้น และคงมีการรายงานสถานการณ์

"ขณะนี้ยังต้องคงประกาศใช้กฎอัยการศึกไว้อยู่ และจะยกเลิกเมื่อไหร่อย่างไร เรื่องดังกล่าวขอให้อย่าเพิ่งถาม ผมยังไม่อยากพูดถึงรายละเอียด เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการติดตามและประเมินผล อีกทั้งการจะพูดอะไรออกไป ควรจะมีความชัดเจน มาจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฉะนั้นขอให้ทุกคนใจเย็น ๆ ผู้ใหญ่ทุกคนมีความเข้าใจดี แต่ความจำเป็นบางอย่างก็มีเหตุมีผลที่ยังต้องคงกฎอัยการศึกไว้” พล.อ.อุดมเดช กล่าวด้วยว่า หากจะมีการปรับลด หรือยกเลิกต้องมีความมั่นใจว่าสามารถดูแลสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เรียบร้อย เพราะบางสิ่งบางอย่างหากไม่มีเครื่องมือมาช่วยเหลืออย่างกฎหมาย ก็อาจทำให้สถานการณ์ไม่เรียบร้อยก็ได้

"อุดมเดช"สั่งทหารป้องสถาบัน

พล.อ.อุดมเดช ยังกล่าวถึงการรักษาความสงบภายในประเทศ ว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ประชาชนทุกภาคส่วนต้องช่วยกันดูแลสถานการณ์ให้ดีขึ้น สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือความร่วมมือจากผู้ที่มีความเห็นต่าง ต้องร่วมมือกัน เพื่อนำพาสถานการณ์ให้ดีขึ้นให้ได้ แต่ต้องเป็นไปตามกรอบที่รัฐบาลได้วางไว้ คือ การปฏิรูป ด้วยการให้ผู้ที่เห็นต่างเสนอความเห็นว่าจะปฏิรูปประเทศอย่างไร

"สิ่งใดที่เป็นการแสดงออกอย่างไม่ถูกต้อง ผมได้สั่งการกำชับให้เจ้าหน้าที่ของกองทัพต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ และจะไม่ปล่อยปละละเลยในเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฉะนั้นผมขอฝากไปยังกลุ่มผู้ที่เห็นต่างที่ยังไม่เข้าใจรัฐบาล ขอให้โอกาสและให้ทำความเข้าใจ แล้วเข้ามาพูดกัน ไม่ใช่ไปเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดมวลชนที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย"

ผบ.ทบ.กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ได้เน้นย้ำ คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสิ่งที่อยู่ในใจทหารทุกคน ซึ่งจะต้องเทิดทูนและปกป้อง ไม่ให้ผู้ไม่หวังดีมาทำให้เกิดความเสียหาย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับประเทศไทย ดูแลประชาชนและแผ่นดินไทยมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นทหารต้องมีหน้าที่ดูแลโดยตรง ต้องดูแลปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ได้

"ปลอดประสพ"ห่วงอัยการศึกกระทบศก.

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้อย่างใกล้ชิด ทราบว่าพี่น้องประชาชนยังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ถ้าภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการประกาศกฎอัยการศึก

เพราะนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศไม่ได้รับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัยจากการเดินทางไปยังประเทศที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก สมาชิกพรรคเพื่อไทยเห็นว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะช่วยให้ประเทศและประชาชนมีรายได้โดยตรงและรวดเร็ว เพื่อบรรเทาสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวได้ในระดับหนึ่ง

"จากข้อห่วงใยที่ว่า ควรคงกฎอัยการศึกไว้ เพราะยังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองของบางกลุ่ม ผมขอกราบเรียนให้พี่น้องคนไทยทราบว่า พรรคเพื่อไทยห่วงใยประเทศและคนไทย และต้องการเห็นประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว ผมขอให้ความมั่นใจว่า พรรคจะไม่ทำตัวเป็นเงื่อนไข หรืออุปสรรคในการเดินหน้าพาประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ การเคารพในสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และสมาชิกพรรคจะไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ละเมิดกฎหมาย หรือใช้ความรุนแรง เพื่อทำลายความมั่นคงทางการเมืองของประเทศ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองของตน" นายปลอดประสพ ระบุ

"ท่องเที่ยว"ไม่กดดันเร่งยกเลิกอัยการศึก

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ให้ความเห็นว่า ภาคเอกชนเข้าใจเหตุผลของการที่ภาครัฐตัดสินใจเลื่อนการยกเลิกกฎอัยการศึกออกไปก่อน เพื่อรอให้ไทยเกิดความปลอดภัยอย่างแท้จริง จึงไม่ได้กดดันให้เร่งยกเลิกกฎอัยการศึก

โดยภาคท่องเที่ยวยอมรับแล้วว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยในปีนี้ว่า อาจจะพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวน่าจะลดลง 5% เมื่อเทียบกับปี2556 จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 26.25 ล้านคน ลดเหลือ 25.25 ล้านคน และมองข้ามช็อตไปถึงการวางแผนการท่องเที่ยวไทยในปี 2558 เพื่อผลักดันสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวของไทยเป็น 2.2 ล้านล้านบาทในปีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องดีต่อภาคท่องเที่ยว หลังจากรัฐยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน ไปจนถึงเดือนพ.ย.ถือเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวจากกลุ่มตลาดจีนให้เข้ามาท่องเที่ยวไทยได้มากขึ้น

“เราต้องการความชัดเจนและความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง จึงต้องรอให้เกิดความชัดเจน ไม่ต้องการกดดันรัฐบาล เพราะไทยเจอปัญหาประท้วง กลับไปกลับมาหลายรอบในช่วง 10 ปี ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในหลายตลาด เช่น ตลาดฮ่องกง ที่ยกเลิกการทำโปรแกรมการท่องเที่ยวเข้าไทย ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา จะส่งผลเสียหายมากกว่าการไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก”

นางปิยะมาน กล่าวด้วยว่า การที่ภาครัฐยังคงกฎอัยการศึกถือว่ายังเป็นผลในเชิงบวกกับการท่องเที่ยวไทย ในแง่ที่สามารถลงโทษผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เช่น กรณีของนักท่องเที่ยวเสียชีวิตที่เกาะเต่า หรือ นักท่องเที่ยวอินเดีย เสียชีวิตจากเหตุเรือล่มที่จ.กระบี่ กฎอัยการศึกสามารถนำมาใช้บังคับสืบสวนสอบสวนและเอาผิดได้อย่างรวดเร็ว

"พรเพชร"ยันสนช.มีอำนาจถอดถอน

ด้านความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการถอดถอนนักการเมืองนั้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึงการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภาว่า ยืนยันว่า สนช.มีอำนาจเหมือนวุฒิสภา ตามมาตรา 6 รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 แต่การดำเนินการหรือไม่ต้องดูเหตุผลในสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ส่งมาให้ สนช.พิจารณา แต่ขณะนี้ป.ป.ช.ยังไม่ส่งมา ถ้าส่งให้แล้วก็ต้องพิจารณาก่อน

"อย่าถกเถียงกันเรื่องอำนาจ เพราะสนช. มีอำนาจเต็มเหมือนวุฒิสภา ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยอำนาจ สนช.นั้น เห็นว่าหากยื่นเรื่องไปก็ไม่ต้องทำอะไรกัน และไม่ทราบว่าจะฟ้องตามความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้อย่างไร"

ชงวิปสนช.กลั่นกรองปมถอดถอน

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวว่า ขณะนี้ป.ป.ช.ยังไม่ได้ส่งสำนวนการถอดถอนนายนิคม และนายสมศักดิ์ กลับมายัง สนช. แต่ได้หารือกับนายพรเพชร ว่า ในสัปดาห์นี้จะเร่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 16 คณะ ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้แต่ละคณะส่งตัวแทนคณะละ 1 คน เข้าร่วมเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ถาวร โดยคาดว่าจะแต่งตั้งวิป สนช. ให้แล้วเสร็จในสัปดาห์หน้า

จากนั้นจะมอบหมายให้ วิป สนช. กลั่นกรองเรื่องถอดถอนเสนอต่อที่ประชุม สนช.เพื่อให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเดินหน้าถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ยืนยันว่าการดำเนินการจะยึดหลักข้อกฎหมายเป็นสำคัญจะไม่นำอารมณ์ส่วนตัวหรืออคติมาตัดสิน ส่วนที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอำนาจของ สนช. เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับคำร้อง เพราะ สนช.ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการถอดถอนใด ๆ

"นิคม"ย้ำฟ้องศาลอาญาแน่

ด้านนายนิคม ไวยรัชพานิช กล่าวว่า เรื่องการถอดถอน เชื่อว่ามีสนช.บางคนไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะดำเนินการและท้วงติงว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ อาจจะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะป.ป.ช.ชี้มูลความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ไม่ได้มีการเขียนรับรองเรื่องนี้ไว้ หากสนช.ดำเนินการถอดถอน ตนจะไปยื่นศาลยุติธรรมตามกฎหมายอาญา มาตรา 157

"ยุทธนา"โวยกลายเป็นเหยื่อ

ด้านนายยุทธนา ยุพฤทธิ์ อดีตส.ว.และเป็น 1 ใน 39 ส.ว.ที่ถูกป.ป.ช.ส่งสำนวนให้ถอดถอนจากแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เรื่องที่มาส.ว. กล่าวว่า การถอดถอนเป็นเรื่องการเมือง ส.ว.ที่ถูกยื่นถอดถอนกลายเป็นเหยื่อ และยืนยันว่า สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอนได้ ซึ่งหากสนช. เดินหน้าเรื่องนี้เท่ากับเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง จะสร้างความเสียหายให้ผู้ถูกกระทำ

"อำนวย"มอบทนายชี้ขาดยื่นศาลรธน.

นายอำนวย คลังผา อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เมื่อตนเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ ดังนั้น จะมอบหมายให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างร่างสำนวน คาดว่าจะสามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ภายในสัปดาห์นี้