ข้อกังวลชาวบ้านชุมชนคลองไทรพัฒนาต่อผู้ว่าฯสุราษฎร์แก้ปัญหา

ข้อกังวลชาวบ้านชุมชนคลองไทรพัฒนาต่อผู้ว่าฯสุราษฎร์แก้ปัญหา

ข้อกังวลชาวบ้านชุมชนคลองไทรพัฒนาเรื่องผวจ.สุราษฎร์ฯเสนอตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาเพื่อยุติความขัดแย้งส่อเอียงข้าง

เนื่องจากการประชุมเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ของชุมชนคลองไทรพัฒนา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เวลา 9.30 น.- 11.30 น. โดยประมาณ ณ ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุข อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ผวจ.สุราษฎร์ธานี ชี้แจงว่าการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีกลุ่มผู้รับซื้อที่ดินในเขต ส.ป.ก.ประมาณ 13 ราย มาร้องเรียนว่าชาวบ้านชุมชนคลองไทรฯ อยู่อาศัยและทำประโยชน์ทับซ้อนกับที่ดินของพวกตน ซึ่งได้ซื้อที่ดินผ่านนายหน้าซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นของ บริษัท จิวกังจุ้ย จำกัด ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการก่อตั้งชุมชนคลองไทร

ในขณะที่ตัวแทนชาวบ้านชุมชนคลองไทร ยืนยันว่าพวกตนได้มีการติดต่อกับทางรัฐบาลมาโดยตลอด นับตั้งแต่ได้ริเริ่มกระบวนการตรวจสอบที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่กลางปี 2546 จนพบว่าเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก. แต่ถูกบุกรุกครอบครองทำประโยชน์โดย บริษัท จิวกังจุ้ย จำกัด มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ประมาณปี 2527 ซึ่งขณะนั้นที่ดินแปลงนี้ยังอยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ ต่อมาปี 2537 กรมป่าไม้จึงส่งมอบพื้นที่นี้ให้ ส.ป.ก. นำเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกร แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะมีนายทุนครอบครองปลูกปาล์มน้ำมันเต็มพื้นที่

ผู้แทนชุมชนคลองไทรฯ ยังได้ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า พวกตนริเริ่มก่อตั้งเป็นชุมชน เมื่อปี 2551 และต่อมา เดือนมีนาคม 2552 ภายใต้เครือข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.)ตัวแทนชุมชนคลองไทรจำนวนหลายคนได้เดินทางไปชุมนุมเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินกับรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ จนกระทั่งในวันที่ 11 มีนาคม 2552ได้มีการจัดประชุมร่วมกับตัวแทนรัฐบาล และข้าราชการหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้ความเห็นชอบผ่อนผันให้ชาวบ้านหลายชุมชน ที่เข้าร่วมการเรียกร้องในขณะนั้น (รวมทั้งชุมชนคลองไทรด้วย) ที่อยู่อาศัยในที่ดินของรัฐให้สามารถอยู่อาศัยได้จนกว่าการแก้ไขปัญหาจะแล้วเสร็จ

เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ประชุมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 ซึ่งมี ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานได้มีความเห็นชอบร่วมกันให้ตั้งคณะกรรมการร่วมหลายฝ่ายเป็นแนวทางและกลไกการแก้ไขปัญหา

โดยกำหนดให้คณะกรรมการประกอบด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธาน, ผู้อำนวยการ กอ.รมน.จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นรองประธาน และมีกรรรมการอื่นๆคือ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนชุมชนคลองไทรฯ 3 คน และตัวแทนกลุ่มบุคคลที่ซื้อ-ขายที่ดินในเขตของ ส.ป.ก. 3 คน โดยมี ปฎิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเลขานุการ ทั้งนี้เพื่อยุติความขัดแย้งในพื้นที่ภายใน 15 วัน

ที่มาและองค์ประกอบ ของคณะกรรมการแก้ไขปัญหา ที่ได้เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีความเหมาะสม ขาดความชอบธรรมในการทำหน้าที่ เพราะ

1.รอง ผู้อำนวยการ กอ.รมน.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เคยนำกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้าไปในชุมชน เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น.วันที่ 16 สิงหาคม 2557 เพื่อตรวจค้นบ้านเรือน และแสดงท่าทีคุกคาม ในระหว่างเจรจากดดันต่อชาวบ้านว่าถ้า ส.ป.ก. ไม่รับรองการอยู่อาศัยในพื้นที่จะทำการไล่รื้อชุมชน

2.ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชาวบ้านชุมชนคลองไทรแจ้งกับผู้สื่อข่าวว่ามีที่ดินอยู่ ในเขตของ ส.ป.ก.( แปลงที่ถูกบริษัท จิวกังจุ้ยบุกรุก) จำนวนหลายไร่ด้วยเช่นกัน

3.กลุ่มอิทธิพลซื้อ - ขายที่ดินในเขต ส.ป.ก.ที่มีความขัดแย้งกับชุมชนคลองไทรอยู่ตลอดเวลา และจากเหตุการณ์แวดล้อมเชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารสมาชิกชุมชนคลองไทร ทั้ง 3 ราย จนเสียชีวิต เมื่อต้นเดือนมกราคมปี 2553 และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการดูแล้ว ตัวแทนชุมชนคลองไทรจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการเจรจา เพราะเสียงส่วนใหญ่อยู่ทางฝ่ายตรงข้ามชาวบ้าน ดังนั้น บทบาทของคณะกรรมการฯ แทนที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง อาจกลับกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในการเบียดขับชาวบ้าน คนจน ให้หลุดออกจากพื้นที่ ส.ป.ก. ในขณะเดียวกันก็เปิดทางให้กลุ่มนายทุน ผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย ได้ครอบครองแสวงหาผลประโยชน์ในที่ดินเขต -ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต่อไป

เนื่องจากขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบสมาชิกชุมชนคลองไทรฯ เพียงฝ่ายเดียว ทำให้ชาวบ้านเคลือบแคลงและสงสัยในการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีแนวโน้มจะใช้วิธีการ 2 มาตรฐาน

กลุ่มชาวบ้านชุมชนคลองไทรฯ ซึ่งเป็นฝ่ายที่ไปร้องทุกข์เพื่อขอความเป็นธรรม กลับถูกตรวจสอบและทำประวัติรายบุคคล ทั้งที่พวกเขา คือ ผู้ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ควรจะตรวจสอบเอาผิดกับกลุ่มอิทธิพลผู้ที่ซื้อขายและแสวงหาผลประโยชน์ในที่ดินของ ส.ป.ก. มากกว่าที่จะมาตรวจสอบเกษตรกรที่ได้ขอใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างถูกต้อง -เปิดเผย และกำลังรอการส่งมอบจากสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ฯ (ส.ป.ก. ) ถ้าศาลฎีกาตัดสินคดีให้ ส.ป.ก. เป็นฝ่ายชนะคดีต่อบริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด

“มาถึงวันนี้เรารอการชี้ขาดของศาลฎีกามาเกือบ 3 ปีแล้ว ว่าจะพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์หรือไม่ ถ้าคำพิพากษาเหมือนกับศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์ ก็จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรอย่างยิ่ง เพราะ ส.ป.ก. จะได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวมาจัดสรรให้เกษตรกรเสียที ” ตัวแทนชาวบ้านคลองไทรกล่าวอย่างมีความหวัง

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม กับทั้งสองฝ่าย คณะกรรมการที่ทางจังหวัดฯ กำลังจะตั้งขึ้นมาเร็วๆ นี้ ต้องตรวจสอบทำประวัติ และชี้มูลความผิด ของผู้ที่ทำการซื้อ- ขายที่ดินของ ส.ป.ก. อย่างจริงจังด้วย และต้องตรวจสอบด้วยว่า บริษัท จิวกังจุ้ย จำกัด ถือครองที่ดินของรัฐทั้ง เขต ส.ป.ก. และเขตป่าไม้ รวมทั้งสิ้นกี่ไร่ (ชาวบ้านรายงานว่ามีประมาณ 3,000 ไร่ ทั้งในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ ต่อเนื่องกันไป)

ในโอกาสนี้ ตัวแทนชาวบ้านคลองไทรฯขอเสนอกรรมการเพิ่มอีก 2 คน คือ นักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเจ้าหน้าที่ กรมสืบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเคยติดตามคดีฆาตกรรมสมาชิกชุมชนคลองไทร เพื่อตรวจสอบเครือข่ายผู้มีอิทธิพลด้วย

ชาวบ้านชุมชนคลองไทร มีความคาดหวังว่าคณะกรรมการฯ จะปฏิบัติงานด้วยความเที่ยงธรรม บนพื้นฐานการพิทักษ์ปกป้องสิทธิของเกษตรกร ให้มีที่ดินทำกินอย่างมั่นคงในเร็ววัน

5 ตุลาคม 2557
สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.)