วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้การเมืองบนถนนหนุนNO VOTEขวางพัฒนาปชต.

"นักวิชาการมธ."ชี้การเมืองบนถนนหนุนNO VOTEทำลายสถาบันเลือกตั้ง-ขวางพัฒนาประชาธิปไตย หวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ ความรุนแรงในการเลือกตั้งของไทย ว่าด้วยอุปสงค์ อุปทาน และตลาดของความรุนแรง เพื่ออุทิศให้กับวันครบรอบเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ว่า การเลือกตั้งและการเมืองไทยนับตั้งแต่เหตุการณ์ 14ตุลา2516 ถึงปัจจุบัน พบความรุนแรงเกิดขึ้น โดยยุคเริ่มแรกนั้นความรุนแรงเกิดขึ้นโดยรัฐ ต่อมาได้เปลี่ยนความรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มอื่นๆ เช่น ประชาชน, นักการเมือง และกลุ่มทุน โดยปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงนั้นเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ และอำนาจ โดยระดับความรุนแรงที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งของไทยถือว่ารัฐสามารถควบคุมได้ ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 2 ก.พ. 2557 ตนมองว่าเป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความน่ากังวลต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ ที่มีจุดเปลี่ยนจากรณรงค์ Vote No คือยอมรับกระบวนการเลือกตั้งและเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น ด้วยการออกไปใช้สิทธิ์ แต่ไม่เลือกผู้สมัครคนใด เป็นการรณรงค์ No Vote คือ ประชาชนปฏิเสธกระบวนการและสถาบันการเลือกตั้ง และใช้ความรุนแรงแทนรัฐและนักการเมือง เพราะหมดศรัทธากับสถาบันการเลือกตั้ง พรรคและนักการเมือง ซึ่งถือเป็นการทำลายสิทธิทางการเมืองของบุคคลอื่น โดยส่วนตัวมองว่าประเด็นดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่พาไปสู่ทางตัน เพราะกระบวนการเลือกตั้งที่ถือเป็นทางออกของการแก้ปัญหาอย่างสันติถูกทำลายไปแล้ว และนำมาสู่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"ผมมองไม่ออกว่าการเลือกตั้งรอบหน้าที่จะเกิดขึ้นจะเปิดเสรีมากแค่ไหน หรือแทรกแซง บิดผันระบบเลือกตั้งจนเข้าข้างฝ่ายใดที่ชัดเจน ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นที่พอใจ จะกลับไปสู่วงจรเดิม คือความรุนแรงบนถนนอีกหรือไม่ ผมอยากให้เกิดวามปรองดอง แต่ต้องยอมรับสถาบันการเลือกตั้งร่วมกันก่อน" นายประจักษ์ กล่าว

นายประจักษ์ กล่าวด้วยว่าปรากฎการณ์ความรุนแรงกับการเลือกตั้งของไทยมี 2 ปัจจัย คือ ระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว และมีความขัดแย้งในท้องถิ่นเข้ามาร่วมด้วย​ อย่างไรก็ตามหลังการรัฐประหาร 2549 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการเมืองเชิงอุดมการณ์ทำให้ความรุนแรงลดลง เนื่องจากฝ่ายรัฐโดยกลุ่มทหารเข้ามาควบคุมกระบวนการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด โดยจัดการเลือกตั้งภายใต้การประกาศใช้พ.ร.บ.กฎอัยการศึก นอกจากนั้นยังพบข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติ และผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศว่าการเลือกตั้งไม่บริสุทธ์ เพราะรัฐได้ใช้กลไกรัฐเอื้อให้พรรคการเมืองบางพรรคและสกัดพรรคการเมืองบางพรรค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงแม้ว่าสถานการณ์เลือกตั้งจะมีความสงบ แต่ไม่ได้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย นอกจากนั้นปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงลดลงเพราะมีการแข่งขันทางการเมืองมุ่งไปที่นโยบายและอุดมการณ์ทางการเมือง รวมถึงผลงานของผู้สมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่

"ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยรัฐประหาร การเลือกตั้งไทยจะเข้าสู่ยุคสงบไปเรื่อยๆ เพราะการแข่งขันจะก้าวหน้า ด้วยการประชันนโยบายและอุดมการณ์ แต่น่าเสียดายในที่สุดไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะกระบวนการที่จะพัฒนาไปในทางบวก ทั้งการแข่งขันที่เคารพกติกา เชิงนโยบายถูกตัดตอนด้วยเครื่องมือนอกการเลือกตั้ง สิ่งที่พบช่วง 7-8 ปี ความรุนแรงเลือกลดลง แต่ความรุนแรงทางการเมืองไม่ได้ลดลง ย้ายไปสู่พื้นที่บนถนน และรัฐเข้ามาใช้ความรุนแรงอีกครั้ง ทำให้ไม่เกิดความก้าวหน้าของประเทศและเป็นสิ่งที่ขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย" นายประจักษ์ กล่าว