วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนช.เสียงแตก'ถอดถอน'

สนช.เสียงแตกปมถอดถอน"นิคม-สมศักดิ์" โฆษกวิปฯ เชื่อสมาชิกถกยาว "สมชาย" ย้ำมีอำนาจ ปชป.ย้อนถาม "เพื่อไทย"

ใช้ก.ม.อะไรยื่นศาลรธน.ตีความ "สุรชัย" ชี้ยื่นตีความถือเป็นสิทธิ แนะทุกฝ่ายใช้หลักธรรมปฏิบัติหน้าที่ ด้าน "พีระศักดิ์" วอนอดีตสส.-สว.เสนอความเห็น ขณะที่นักวิชาการชี้ สนช.มีอำนาจ เหตุยังมีพ.ร.บ.ป.ป.ช.ใช้บังคับ

ความเคลื่อนไหวหลังจากที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ส่งคืนสำนวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว.กลับไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาข้อกฎหมาย และล่าสุด นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ได้ลงนามให้ส่งกลับสำนวนคดีนี้กลับไปให้สนช.พิจารณา โดยคาดว่า สำนวนดังกล่าวจะส่งถึงสนช.ในวันนี้(6 ต.ค.) นั้น

น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสนช. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสนช.(ชั่วคราว) หรือ วิป สนช. กล่าวเมื่อวานนี้(5 ต.ค.) ว่า หลังจากที่ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมายังสนช.แล้ว ก็ต้องดูว่า ประธานสนช.จะรับเรื่องหรือไม่ หากประธานสนช.รับเรื่องเข้าสู่วาระ ก็จะส่งมาให้วิปสนช.พิจารณากลั่นกรองก่อน แต่คงไม่สามารถมีมติเด็ดขาดว่า จะดำเนินการถอดถอนได้หรือไม่ วิปคงทำแค่ให้ความเห็นประกอบทางกฎหมาย เพื่อส่งให้ที่ประชุมสนช.ชุดใหญ่ลงมติตัดสินใจต่อไป ทั้งนี้ยอมรับว่าเสียงของสนช.ยังแบ่งเป็นสองฝ่าย ซึ่งฝ่ายที่เห็นว่า สนช.ไม่สามารถถอดถอนได้ก็มีอยู่จำนวนมากเหมือนกัน ดังนั้นที่ประชุมใหญ่สนช.คงต้องถกกันยาวและพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

"ส่วนตัวเห็นว่า หากสำนวนที่ป.ป.ช.ส่งคืนกลับมายังสนช. ยืนยันว่า ความผิดของนายสมศักดิ์และนายนิคมเป็นไปตามฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 เพียงอย่างเดียว ไม่มีฐานความผิดตามกฎหมายอื่นประกอบด้วย คงลำบากในการพิจารณาถอดถอน เพราะขณะนี้รัฐธรรมนูญปี2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ก็ยังมีช่องทางมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ที่ระบุว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้แก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เป็นเรื่องที่เคยปฏิบัติมาในอดีตอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคงต้องมีการหารือกันอีกครั้งในเรื่องนี้" นพ.เจตน์กล่าว

"สมชาย"ย้ำมีสนช.อำนาจถอดถอน

ด้านนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิปสนช. กล่าวว่า ขณะนี้โดยสนช.มีความพร้อมที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้แม้จะมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปแล้วก็ตาม แต่มาตรา 58 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่ให้วุฒิสภามีอำนาจดำเนินการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้ สนช.สามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้เหมือนวุฒิสภาทุกอย่าง ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกถอดถอนดังกล่าว ก็มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการฟ้องต่อศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาหากเห็นว่าเป็นการถอดถอนที่ไม่ชอบธรรม

ปชป.หนุนสนช.ใช้อำนาจถอดถอน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า หากป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับมา สนช.สามารถดำเนินการ เพราะสนช.เองก็มั่นใจในข้อบังคับ ขณะที่สนช.ที่เป็นอดีตสมาชิกกลุ่ม 40 ส.ว.ก็มั่นใจว่ามีอำนาจในการดำเนินการถอดถอนตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ให้อำนาจ

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยจะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสนช.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่นั้นนายวิรัตน์ เห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะพรรคเพื่อไทยก็ออกมาขู่ทุกครั้งว่าจะร้องศาล การกระทำดังกล่าวเป็นการทำตามความประสงค์ของผู้มีอำนาจแต่ต้องดูว่าพรรคพท.จะใช้ช่องทางใดและใช้มาตราใดในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

"สุรชัย"ชี้พท.ยื่นตีความถือเป็นสิทธิ

ด้านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่หนึ่ง กล่าวว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งอาจจะเป็นช่องทางหนึ่งในการหาทางออกกับข้อกฎหมายดังกล่าว ในส่วนสนช.จะขอรอดูรายละเอียดของสำนวนที่ป.ป.ช.จะส่งมาในวันที่ 6 ต.ค.นี้ก่อน เพื่อพิจารณาดูว่าจำเป็นจะต้องชะลอการพิจารณาถอดถอน เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

อย่างไรก็ดีขอให้สมาชิกสนช.ทุกคนยึดหลักธรรมะและหลักนิติธรรม ในการทำหน้าที่ เพราะสนช.ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานด้านการเมืองและการปกครอง รวมทั้งการออกกฎหมายที่สำคัญ ซึ่งมีส่วนในการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นหากมีความชอบธรรม ก็จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายได้

แนะทุกฝ่ายใช้หลักธรรมปฏิบัติหน้าที่

ในวันเดียวกันที่รัฐสภา องค์การเครือข่ายชาวพุทธแห่งประเทศไทย (อพท.56) ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดโครงการถวายสักการะฉลองพระชันษาชาตกาล 101ปี โดยการจัดเสวนาเรื่องพระพุทธศาสนากับการปฏิรูป เพื่อให้พระพุทธศาสนาได้เป็นศูนย์รวมในการสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมกันนี้ ได้เปิดโครงการถวายสักการะฉลองพระชันษาชาติกาล 101 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานฝ่ายบรรพชิต และนายสุรชัย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

โดยนายสุรชัย เสนอให้ สนช.ทุกคนยึดหลักธรรมเพื่อนำมาใช้ในการทำหน้าที่ ในฐานะผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย บริหารงานด้านนิติบัญญัติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง การทำหน้าที่จึงต้องลดความขัดแย้งและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ถ้าทุกฝ่ายนำหลักธรรมของทุกศาสนามาใช้ โดยเฉพาะผู้บริหารและผู้ปกครองถ้านำมาใช้ในการปกครองประเทศได้ก็จะเป็นประโยชน์เพราะจะนำมาซึ่งความสงบสุข

"พีรศักดิ์"ยันสนช.ไม่มีธงปมถอดถอน

ขณะที่นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่สอง ระบุว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยใช้สิทธิอะไรไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญใน เมื่อสนช.ยังไม่ได้มีการดำเนินการเรื่องนี้ อีกทั้งทางสนช.เองก็ทำตามข้อกฎหมายในการดำเนินการเรื่องการถอดถอน และต้องรอการหารือกับสมาชิกก่อนว่าจะดำเนินการเรื่องการถอดถอนอย่างไร ถ้าป.ป.ช.ส่งเรื่องการถอดถอนมา สนช. ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ แต่หากมีคนไปยื่นศาลและศาลสั่งให้ชะลอการพิจารณาเราก็ต้องทำตาม ขณะเดียวกันหากศาลไม่มีคำสั่งเราก็สามารถพิจารณาตามกรอบเวลาได้ทันที จึงอยากฝากถึงอดีตส.ส. และส.ว. หากมีข้อกฎหมายใดที่จะเสนอแนะและเป็นประโยชน์ ก็สามารถเสนอมาได้ ซึ่งสนช.ยินดีที่จะรับฟังทุกข้อเสนอแนะ เพราะเราไม่มีธงในการถอดถอน ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร

ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น นายพีรศักดิ์ ระบุว่า ขณะนี้ได้พูดคุยกับประธานสนช. และรองประธานคนที่หนึ่งแล้ว โดยอยากได้คนที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย มีเวลาในการทำงานและมีความสมัครใจในการมานั่งเป็นกมธ. เพราะการมาเป็นกมธ. ถือเป็นงานที่หนัก และอาจโดนตัดสิทธิทางการเมืองบ้าง แต่ยังไม่ได้มีการกำหนดว่าจะให้ใครเข้ามา ทั้งนี้อาจจะต้องรอการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และรอการตั้งกมธ.สามัญ 16 คณะอย่างเป็นทางการก่อน จากนั้นจะมีการตั้งกมธ.สามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.)ขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวทางก่อน

นักวิชาการยันสนช.มีอำนาจถอดถอน

ขณะที่ความเห็นจากนักวิชาการต่อประเด็นอำนาจสนช.ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่าง นายเจษฎ์ โทณวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย เห็นว่า แม้ขณะนี้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปแล้ว แต่การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังมีพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 58 และ 64 ที่บัญญัติถึงความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้อย่างชัดเจนว่า หากบุคคลดังกล่าวกระทำผิด มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย วุฒิสภามีอำนาจดำเนินการถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้

ซึ่งขณะนี้วุฒิสภาก็คือ สนช. จึงขอยืนยันว่า สนช.มีอำนาจดำเนินการถอดถอนได้ตามกฎหมาย แม้ไม่มีรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ตาม อย่างไรก็ดีเห็นว่า ผู้ที่ถูกถอดถอนหรือได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ก็สามารถยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้ตามกระบวนการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณา