วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'นิคม'ขู่ยื่นศาลสู้คดีถอด

"นิคม"ขู่ยื่นศาลสู้คดีถอด "พรเพชร"โยนที่ประชุมสนช.ชี้ขาดเดินหน้าต่อได้หรือไม่ "ประยุทธ์"ชี้โผชื่อสปช.ไม่ตรง

นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวเรียกร้องไปยังสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อประเด็นที่จะมีการพิจารณาลงมติถอดถอนตนเอง และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ตามข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ขอให้พิจารณาตามกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกรณีที่สนช.จะพิจารณานั้นเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยกเลิกไปแล้ว

ดังนั้นเมื่อสนช.จะพิจารณาหรือลงมติเรื่องดังกล่าว อาจทำให้เป็นบรรทัดฐานที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไปในอนาคต นอกจากนั้นแล้วหากสนช.ได้ร่วมพิจารณาและจะเดินหน้าเรื่องถอดถอนต่อไป ตนจะยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม เพื่อให้ศาลพิจารณาในประเด็นการยกร่างข้อบังคับ สนช. พ.ศ.2557 โดยอ้างจากพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ปช. เพื่อมาดำเนินการถอดถอนสมาชิกรัฐสภาชุดเก่าที่ร่วมเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และมีเอกสิทธิ์คุ้มครองอย่างชอบธรรม ถือว่าสนช.ชุดปัจจุบันมีพฤติกรรมที่ไม่ชอบหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ได้รับการคุ้มครองตามกติกา

"พรเพชร"โยนสนช.ชี้ขาดถอดถอนได้หรือไม่

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวถึงกรณีป.ป.ช.มีมติส่งสำนวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม ให้สนช.ดำเนินการว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับเรื่องดังกล่าว เมื่อป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมาก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ส่วนปัญหากฎหมายที่ยังมีความสับสนว่าถอดถอนได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ยกเลิกไปแล้ว เห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ต้องให้คำร้องที่ป.ป.ช.ส่งมาก่อนว่ามีการแก้ไขอะไรหรือไม่จึงจะพิจารณาได้

นายพรเพชร กล่าวต่อว่า การที่นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. อาจเสนอให้ที่ประชุมใช้ มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ชี้ขาดเรื่องนี้นั้น เห็นว่ามาตรา 5 จะใช้เพื่อตีความกฎหมายเท่านั้น เช่น ตีความว่า สนช. ทำหน้าที่แทน ส.ว.ได้หรือไม่ แต่เรื่องการถอดถอนยังไม่เห็นอำนาจว่าจะใช้มาตรา 5 ได้ แต่เรื่องดังกล่าวก็อาจนำเข้าสู่ที่ประชุมให้สมาชิก สนช. ชี้ขาดว่าถอดถอนได้หรือไม่ โดยเมื่อประธานฯ นำเข้าที่ประชุมแล้ว หากสมาชิก สนช.ไม่เห็นชอบก็เสนอญัตติได้

ขณะที่นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สนช. กล่าวว่า ตัวมองว่าการพิจารณาถอดถอนใครต้องเป็นไปตามความถูกต้องตามข้อกฎหมาย ไม่ใช่ใช้อคติส่วนตัวพิจารณาว่าบุคคลนั้นเป็นคนของฝ่ายไหนมาก่อน เพราะสนช. ถือเป็นคนของประเทศ ไม่ใช่สนช.ของใครคนใดคนหนึ่ง

"สุรชัย"ยันถกถอดถอนตามหลักกฎหมาย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่เห็นรายงานการตรวจสอบของป.ป.ช.ที่จะส่งกลับมายังสนช. ซึ่งหากมีการส่งเรื่องกลับมาต้องพิจารณาอีกครั้งว่า ป.ป.ช.อ้างกฎหมายหรือบทบัญญัติใด ทั้งนี้ยืนยันว่าการพิจารณาและการดำเนินการจะยึดตามหลักกฎหมาย ขึ้นอยู่ว่าป.ป.ช.จะยืนยันบนฐานความผิดของกฎหมายใด โดยไม่จำเป็นต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากหน่วยงานอื่นมาช่วยพิจารณา เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นข้อกฎหมายที่มีความยุ่งยาก สภาสามารถพิจารณาได้เอง เพียงแต่จะทำอย่างให้ 2 หน่วยงานมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่หากยังพบปัญหาสามารถนำเรื่องเข้าที่ประชุม สนช. ให้ร่วมพิจารณาได้

"สมชาย"ยันสนช.มีอำนาจชี้ขาดถอดถอน

นายสมชาย แสวงการ วิปสนช. กล่าวว่า หลังจากประธานสนช.บรรจุเรื่องร่างข้อบังคับการประชุมสนช.ซึ่งมีการให้อำนาจสนช.ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วอาจส่งให้วิปพิจารณาว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่หรือไม่ ส่งให้ที่ประชุมพิจารณา ตามหมวดถอดถอนที่กำหนดในข้อบังคับใช้เวลา 45 วัน นับจากประธานสนช.บรรจุในระเบียบวาระ จะมีคณะกรรมาธิการซักถามแทนสมาชิก เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง จากนั้นปิดสำนวนนัดหมายวันลงมติ

ส่วนที่มีการโต้แย้งว่าสนช.ไม่มีอำนาจถอดถอนนั้น ขอให้ไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 5 ระบุไว้ชัดเจนว่า กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยเรื่องที่เกิดเกี่ยวกับงานของสนช. ให้สนช.เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งการถอดถอนเป็นเรื่องในวงงานของสนช. โดยตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนอกวงงานของสนช.จึงจะสามารถขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ดังนั้นหากมีการยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญจริง ก็ต้องดูว่าศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ แต่จะไม่มีผลต่อกระบวนการพิจารณาถอดถอนของ สนช.ให้ต้องยุติหรือชะงักการดำเนินการ

นายกฯเผยนำรายชื่อสปช.ทูลเกล้าฯแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวยอมรับว่า ได้นำรายชื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ส่วนรายชื่อที่หลุดออกมาไม่ถูกทั้งหมด ไม่ทราบว่าหลุดออกไปได้อย่างไร เพราะรายชื่อดังกล่าวมีการกลั่นกรองขึ้นมา ซึ่งเท่าที่ดูแล้วไม่ตรงอยู่หลายคน แต่รายชื่อส่วนใหญ่ก็สามารถเดากันได้อยู่แล้ว

"ผมอยากจะชี้แจงเพิ่มเติมว่าทำไมกลุ่มนี้มากลุ่มนี้ไม่มา กลุ่มที่ไม่มาก็ไม่ได้สมัครเข้ามาจะมาได้อย่างไร เมื่อไม่สมัครเข้ามาก็คือการไม่เห็นด้วยที่จะเข้ามาปฏิรูป แต่คนที่เข้ามาก็มีการจัดระดับแค่เลขมา บางทีกรรมการดูแล้วมาตรฐานมันไม่ได้"

เมื่อถามว่า ทำไมกองทัพบกถึงได้ส่งทหารเข้าไปเป็น สปช.จำนวนมาก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่ข้อเท็จจริงต้องไปดูว่ากฎหมายเขียนไว้คือให้ส่วนราชการที่เป็นนิติบุคคลสามารถส่งรายชื่อเข้ามา ซึ่งทุกกระทรวง ทบวง กรม ก็มีการส่งรายชื่อเข้ามา ส่วนเหล่าทัพอื่นก็ได้มีการส่งเข้ามาเหมือนกัน และที่คัดกรองก็ไม่ได้ทั้งหมดได้เฉพาะในสัดส่วนของข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ และ ทหาร ส่วนประชาชนก็ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างสมัคร แต่จะต้องมีคนส่งเข้ามา บางคนไม่เข้าใจว่าบางคนไม่ได้รับเรื่อง บางคนไม่ได้มีรายชื่อ ซึ่งไม่มีคนส่งเข้ามา เมื่อส่งเข้ามาก็จะมีการคัดเลือก

"ผมได้ให้นโยบายฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไรให้คนที่เหลืออยู่ หรือคนที่หลุดจาก 250 คน ไม่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน สปช. โดยอาจจะตั้งคณะทำงาน ส่วนอีกส่วนหนึ่งที่หลุดจากยอด 7,000 คน ก็จะต้องดูในรายละเอียด เพราะจะมีคณะทำงาน 3-4 คณะ เพื่อทำให้สอดประสานงานกัน ฉะนั้นใครที่จะหลุดตรงไหนก็ไปเพิ่มตรงนั้นก็จะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม”

"วีระ-ปานเทพ"ชงนายกฯปฏิรูปพลังงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวร่วมกลุ่มเวทีปฏิรูปพลังงานภาคประชาชน ที่ได้ร่วมเสวนาในเวทีปฏิรูปพลังงาน นำโดย นายวีระ สมความคิด และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ผ่าน น.ส.อรนุช ศรีนนท์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

นายปานเทพ ระบุว่า กลุ่มเวทีปฏิรูปพลังงานภาคประชาชนเห็นว่านโยบายด้านพลังงานที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ขาดความโปร่งใส ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในฐานะเจ้าของทรัพยากร จึงขอเสนอแนวทางปฏิรูปพลังงานในประเด็นเร่งด่วน เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืน ในหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ

1.ให้ ปตท.ส่งคืนท่อก๊าซ โรงแยกก๊าซ และสาธารณะสมบัติทั้งหมดก่อนการแปรรูปให้แก่กระทรวงการคลัง และยกเลิกมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการแบ่งแยกท่อก๊าซของ ปตท.มาตั้งบริษัทใหม่ เพราะไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

2.ขอให้เปิดเผยรายละเอียดการประมูล สัญญาสัมปทานเนื่องจากที่ผ่านมาขาดความโปร่งใส และให้แหล่งปิโตรเลียมใหม่ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตในการจัดการแทนระบบสัมปทาน เช่นเดียวกับมาตรฐานอาเซียน เพื่อคงกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมที่ขุดได้เป็นของรัฐ และรัฐสามารถกำหนดราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชน รวมถึงแหล่งปิโตรเลียมที่ใกล้หมดอายุสัมปทาน ที่ยังมีพลังงานเหลืออยู่ ให้ทำการจ้างผลิตเช่นเดียวกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้รัฐได้พลังงานทั้งหมดมาพัฒนาประเทศ เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานได้ดีกว่าการทำสัมปทาน และระบบแบ่งปันผลผลิตให้ใช้การประมูลผลประโยชน์ของรัฐแทนการประกวดที่ใช้ระบบสัมปทานเพื่อความโปร่งใสในการคัดเลือกบริษัทเอกชน

3.ให้ลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากประชาชน เพื่อให้ราคาน้ำมันทุกชนิดลดลงมา และให้มีความชัดเจนในการนำกองทุนไปอุดหนุนและส่งเสริมพลังงานทางเลือกอื่นๆ ให้จัดสรรการใช้แอลพีจีในประเทศโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางตรงต่อประชาชน ควรปรับราคาก๊าซของอุตสาหกรรมทุกประเภทให้เป็นอัตราเดียวกันกับตลาดโลก เนื่องจากปัจจุบัน ปตท. ซื้อปิโตรเคมีถูกกว่ากลุ่มอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีสปช.ขึ้นมา และมีหัวข้อเกี่ยวกับพลังงาน ทางกลุ่มจะไปยื่นข้อเสนอหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่ว่าจะมีสปช. หรือไม่อย่างไร อำนาจขณะนี้อยู่ภายใต้รัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งมีอำนาจในการคัดสรรหา สปช. โดย พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปผ่านกระบวนการส่วนนั้น เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่ามีความคิดเห็นอย่างไร และหากใน สปช. มีคนของ ปตท.เข้าไป ภาคประชาชนที่ร่วมเรียกร้องก็จะเป็นเพียงไม้ประดับ

"เมธี-พิภพ-ปรีชา-วรสิทธิ์"ชิงกก.ตุลาการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม สนช. วันที่ 2 ต.ค.นี้ มีวาระพิจารณาที่สำคัญ ได้แก่ การเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ หลังมีการตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเสร็จทั้งนี้การตรวจสอบคุณสมบัติมีรายละเอียดที่น่าสนใจ คือ

คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครที่สมัครเข้ารับการคัดเลือกทั้ง 17 คน โดยผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งสิ้น 16 คน ส่วน พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ ผู้สมัครลำดับที่ 14 เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้าม กล่าวคือ อยู่ในตำแหน่งเจ้ากรมพระธรรมนูญ และเป็นรองประธานคณะกรรมการตุลาการทหารโดยตำแหน่ง ถือว่าเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 39 (5) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ที่ระบุว่ากรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา 36(2) ต้องไม่เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, หรือกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองหรือศาลอื่น

โดยหลังพิจารณาประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้วเสร็จได้เชิญ ผู้สมัคร ทั้งหมด 16 คนมาแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งพบว่ามีผู้สมัคร 12 คนที่เข้าแสดงวิสัยทัศน์ ส่วนอีก 4 คนยังไม่ได้แสดง ได้แก่ พล.อ.อ.อดิเรก จำรัสฤทธิรงค์, นายวิชล นมันเอื้อศิริ, นายหาญ เชี่ยวชาญ, นายกุลศักดิ์ โชติยะปุตตะ จึงถือว่าผู้สมัครทั้ง 4 คนสละสิทธิ์

“สำหรับผลพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ได้มีมติเลือกผู้สมัครฯ ให้เหลือ 4 คน ได้แก่ นายเมธี ครองแก้ว อดีต ป.ป.ช., นายพิภพ อสีติรัตน์ อดีตกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ, นายปรีชา ชวลิตธำรง อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด และ นายวรสิทธิ์ โรจนพานิช อดีตกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นบุคคลที่เห็นสมควรเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ”