'พุทธะอิสระ'ร่ายยาว'เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้'

"พุทธะอิสระ" โพสต์ร่ายยาว "เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้ ถ้าต้องการรู้ต้องทนอ่าน" ประเด็นจากเวทีพลังงาน
แฟนเพจเฟซบุ๊คของ หลวงปู่พุทธะอิสระ ได้โพสต์ข้อความเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับเวทีเสวนาเรื่องพลังงานที่ผ่านมา ช่วงบ่ายวันนี้ (26 ก.ย.) ระบุว่า เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้ ถ้าต้องการรู้ต้องทนอ่าน
หลังจากความผิดพลาดในการเสวนาครั้งแรกเกิดขึ้นที่เอาแต่สร้างวิวาทะหาตัวคนผิด ฉันก็หวังว่าเสวนาครั้งที่สองจะต้องไม่มีวิวาทะหาคนผิดอีกแล้ว เพราะบ้านเมืองต้องการเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่เอาแต่ย้ำทำย้ำคิด หาคนผิดไม่หยุดหย่อน แล้วฉันก็ได้บอกได้แจ้งได้ขอร้องผู้ที่จะตั้งคำถามทุกคนแล้วว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเราจะต้องช่วยกันหาทางออก ชี้นำทิศทางพลังงานของประเทศให้ได้ ถึงขนาดฉันขอนัดประชุมนักสู้เพื่อพลังงานทุกท่านที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วม ระดมสมอง ระดมแนวทาง ช่วยกันเสนอแนะสิ่งที่เห็นว่าชาติประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด และต้องเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลานด้วย
แล้วลองให้ทุกคนนำเสนอคำถามดู ผลปรากฏว่า พันโทรัฐเขต ขออนุญาตเสนอคำถามว่าต้องเอาคนผิดที่ทุจริตมาลงโทษ ควรจะมีบทลงโทษอย่างหนัก นี่คือตัวอย่างคำถามที่ฉันปฏิเสธและถามกลับว่า ประชาชนจะได้อะไร ทิศทางพลังงานจะเดินไปในทางไหน หากจะมีผู้ถามและตอบปัญหาของคุณแล้วบ้านเมืองจะได้อะไร ฉันจึงขอร้องทุกคน
ซึ่งมีคุณหมอกมลพรรณ ชีวพันธ์ศรีพันโท รัฐเขต แจ้งจำรัสมล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรีคุณรุ่งชัย จันทสิงห์คุณหมอระวี มาศฉมาดลคุณวีระ สมความคิดคุณอิฐบูรณ์ อ้นวงษาคุณบุญยืน ศิริธรรม อดีต สว.คุณศุภกิจ นันทะวรการดร. ณรรต นักวิชาการอิสระด้านพลังงานสะอาด
ดร. นพ สัตยาศัย และคณะ วศ. รปปท.คุณสุทธิพงศ์ เทพพิทักษ์ อดีต รองผู้ว่าการฯ เชื้อเพลิง กฟผ.พ.ต.อ. สุรกฤษณ์ จันเจือมาศ (พลังงานปาล์ม)อีกทั้งยังมีภาคประชาชน, ภาคเอกชน และสื่อมวลชนมากมาย เป็นพยาน
ซึ่งผู้ร่วมประชุมในวันนั้นมีทั้งฝ่ายพลังงานฟอสซิลและพลังงานทางเลือก ฉันแจ้งกติกาไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดที่ขาดหรือไม่ได้มา เป็นที่น่าเสียดาย เพราะว่าผู้ที่มาในวันนี้เท่านั้นจึงมีสิทธิ์ขึ้นเวที ผู้ที่มาวันนี้เท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ตั้งประเด็นคำถาม และผู้ที่มาวันนี้เท่านั้นที่พร้อมส่งเอกสารของตนเพื่อมาใช้ยืนยันในทางกฎหมาย แล้วฉันขอร้องให้ผู้ที่มา ให้เลิกเสียทีเถิด บรรดานักสู้ที่ไม่รู้จะนำพาทิศทางของบ้านเมืองไปไหน เดี๋ยวจะกลายเป็นเหมือนกบเลือกนาย เสียของเปล่า ผู้ร่วมประชุมควรกลับไปช่วยกันทำการบ้าน สรรหาคำถามที่สอดคล้องกับข้อเสนอที่พวกเราวิพากษ์วิจารณ์ผ่านกระบวนการยอมรับในที่ประชุมแล้ว ขอให้เป็นคำถามที่จะนำมาซึ่งการชี้นำทิศทางพลังงานของประเทศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน แล้วฉันก็ย้ำอีกว่า เวทีนี้ต้องไม่มีวิวาทะ ต้องไม่มีใครมาซักฟอกใคร เราจะไม่มาเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว ทุกคนต่างก็รับปากฉัน ฉันจึงนัดว่าขอให้ทุกคนส่งคำถามพร้อมรายชื่อผู้ถามมาให้ฉันตรวจสอบก่อนเพื่อให้แน่ใจ และจะได้ส่งคำถามนั้นไปให้กลุ่มผลประโยชน์เพื่อหาหลักฐานเอกสารมาตอบอย่างถูกต้อง พร้อมเซ็นรับรองเอกสารคำถามด้วยตัวผู้ถามเองด้วย
เวลาต่อมาคุณหมอส่งคำถามมาให้ฉันอ่านแล้ว ส่วนใหญ่คำถามมีแต่เรื่องท่อ เรื่องจับผิดคนพลังงาน ฉันจึงได้ให้คนต่อสายถึงคุณหมอกมลพรรณ ถามว่าคุณหมอ เราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่า คำถามที่จะสร้างวิวาทะ เราจะไม่นำมาถามเพราะมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แล้วฉันจึงอธิบายวัตถุประสงค์ในการทำเวทีนี้ขึ้นมา มิใช่ต้องการให้ใครมาทะเลาะกัน แต่ต้องการค้นหาทิศทางพลังงานที่ยั่งยืนของชาติ คุณหมอก็รับปากจะนำไปแก้ไข
เวลาต่อมาเขาส่งมาให้อีกชุดหนึ่ง ทีนี้ยิ่งหนักกว่าเดิม แถมท้ายด้วยรายชื่อบุคคลที่มิได้เคยมาร่วมประชุม ฉันจึงได้พูดสายกับคุณหมออีกรอบแล้วถามว่า ทำไมคุณหมอถึงได้ส่งปัญหาในแนวทางที่จะทำให้เกิดวิวาทะมาอีก โดยเฉพาะเรื่องท่อ ถ้าต้องการจะรู้ความจริงและมีหลักฐาน ทำไมไม่นำไปฟ้องร้อง ขออย่ามาใช้เวทีนี้ซักฟอกคนผิด มันไม่เป็นประโยชน์แก่ทิศทางพลังงานในอนาคตเลย คุณหมอกมลพรรณจึงรายงานว่า พวกเขาประชุมกันแล้วว่าถ้าหากจะปฏิรูปพลังงาน จะต้องนำคนผิดมาลงโทษก่อน คสช.ไม่ควรแต่งตั้งคณะของนายปิยสวัสดิ์เข้ามาดำรงตำแหน่งในบอร์ด ปตท.เลย คุณหมอพูดต่อว่า เรื่องของนายปิยสวัสดิ์เป็นเรื่องใหญ่ เป็นมหากาพย์ที่ต้องซักฟอกเป็นรายตัว ฉันฟังแล้วถอนใจ รู้สึกเหนื่อยกับนักสู้เพื่อพลังงานพวกนี้ “ทำไมพวกเขาไม่ก้าวข้ามความขัดแย้งเสียที หรือพวกเขาออกมาต่อสู้เพื่อต้องการความขัดแย้งเท่านั้น มิใช่ต้องการนำพาบ้านเมืองให้ก้าวไปข้างหน้า”
คิดดังนี้แล้วฉันจึงพูดเข้าโทรศัพท์ว่า หากพวกคุณคิดเช่นนี้ฉันรู้สึกผิดหวังมาก แล้วบ้านเมืองจะหาคำตอบที่ดีที่สุดอย่างไร ขอให้คุณหมอไปทบทวนคำถามมาใหม่ คุณหมอก็รับปากแถมท้ายด้วยคำกล่าวว่าหากจะส่งคำถามทั้งหมดไปให้ เดี๋ยวอีกฝ่ายจะรู้หมด ฉันจึงถามกลับไปว่า พวกคุณถามโดยมิได้ต้องการหลักฐานยืนยันคำตอบหรอกหรือ ถ้าเช่นนี้แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำตอบนั้นถูกต้อง เขาส่งมาให้ใหม่ในเวลาต่อมาเหมือนเดิมแถมด้วยบทความที่เขาใช้ชื่อว่ามหากาพย์
สรุปฉันต้องส่งคำถามแต่ละชุดของพลังงานฟอสซิลไปให้กลุ่มผลประโยชน์พลังงานพร้อมแจ้งว่าอาจไม่แน่นอน อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีก และด้วยประเด็นคำถามที่ไม่แน่นอน บุคคลผู้ถามก็ถามไม่ตรงต่อปัญหาที่ส่งมาให้ คำถามไม่สามารถชี้นำทิศทางพลังงานของประเทศได้อย่างแท้จริง ยกเว้นคำถามของคุณปานเทพ และคุณรุ่งชัย ทั้งคนผู้ถามพร้อมปัญหาไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่ตกลงเอาไว้ แถมมีการใช้เทคนิคนักอภิปราย นักพูด นักการเมือง มาสร้างความชอบธรรมในสิ่งที่ตนทำและถาม มันทำให้ฉันรู้เช่นเห็นชาติถึงสันดานของนักสู้เพื่อพลังงานเหล่านี้ ยิ่งนึกภาพของหม่อมหลวงกรและคณะออกเดินสายให้ข้อมูลว่า พลังงานในประเทศนี้มีอีกมากมายมหาศาล เขาบอกชาวนาที่มาอยู่เวทีแจ้งวัฒนะว่า ใต้แผ่นดินที่พี่น้องใช้ทำไร่ทำนาอยู่นั้น มันเต็มไปด้วยพลังงานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติมหาศาล พี่น้องจะไม่ยากจนอีกต่อไปหากพวกเราสามารถทวงคืนพลังงานกลับมาเป็นของประชาชน ด้วยคำพูดนี้ฉันจึงอยากเห็นหม่อมกรตั้งประเด็นคำถามที่จะนำมาซึ่งการเข้าถึงขุมทรัพย์มหาศาลอย่างที่หม่อมกรพูด แต่จนถึงวันนี้กลับไม่มีคำถามหลุดออกมาจากปากหม่อมกร ว่าพลังงานฟอสซิลใต้ดินมีมากจริงอย่างที่เขาพูดหรือไม่ นี่คือหนังตัวอย่างเรื่องแรกที่ฉันพอจำได้ ยังมีหนังตัวอย่างของนักสู้พลังงานอีกหลายคนหลายเรื่อง ซึ่งวิเคราะห์ดูแล้วฉันยังไม่รู้จริงๆว่า ประชาชนที่เชื่อเขาจะหาทางเดินได้ถูกต้องหรือไม่ หรือขอให้เชื่อก็พอ แล้วอย่าฟังใคร ฟังฉันคนเดียว ใครจะพูดอะไรก็อย่าฟัง
ฉันจึงสงสัยว่า แล้วนักสู้พร้อมบริวารพวกนี้จะมีอะไรแตกต่างจากพวกคนเสื้อแดง ที่มวลชนคน กปปส. “มักจะก่นด่าเขาว่า งมงาย มีหูอยู่ข้างหัวฟังแล้วไม่รู้จักคิด หูมีสองข้างทำไมไม่ฟังให้รอบด้าน ใช้หัวคิดให้ถี่ถ้วนแล้วจึงเชื่อ” หากพญาราชสีห์อย่างฉันจะต้องนำทัพต่อสู้เพื่อหาทางรอดของบ้านเมือง แล้วมีบริวารที่เชื่อง่าย รับฟังความข้างเดียว ไม่ใช้หูและหัวให้ครบทั้งสองข้าง ฉันขอสู้คนเดียวดีกว่า เพราะคนไทยเชื่อคนง่ายเช่นนี้ล่ะกระมัง คนที่ถูกเชื่อจึงนำผู้เชื่อมาสู้ความขัดแย้งอย่างที่มีมาแต่อดีตและปัจจุบัน
ขอร้อง ฉันขอร้อง ขออย่าให้ผู้ที่อ่าน ผู้ที่ฟังฉันพูด จงอย่าเชื่อฉัน ฉันกลัวจะพาพวกคุณมาสู่ความขัดแย้ง หากจิตใจฉันสกปรก ฉันกลัวจะเป็นคนบาปของแผ่นดิน
สำหรับทิศทางพลังงานของบ้านเมือง เรื่องพลังงานฟอสซิล ฉันยังต้องต่อสู้ร้องขอให้กระทรวงพลังงานและคณะกรรมการกำกับดูแลพลังงานแห่งชาติ ให้คิดหาพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก เพื่อเป็นทางรอดของบ้านเมือง และหากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจำเป็นจะต้องใช้ก๊าซ LPG และ NGV ภายในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดและจะหมดไปอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะใช้ จะต้องยอมควักกระเป๋าบริจาคจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนในทุกจังหวัด โดยให้อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการพลังงานจังหวัด สัดส่วนในการถือหุ้น ให้รัฐถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ ๗๐ หรือไม่ก็ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหตุเพราะความมั่งคั่งของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ล้วนแล้วได้มาจากสมบัติของบรรพบุรุษไทยที่สะสมรักษาเอาไว้เพื่อลูกหลานไทยทั้งประเทศ
- หากรัฐจะปล่อยลอยตัวให้ราคาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเป็นไปตามกลไกการตลาด จะต้องเสนอวิธีเยียวยาผู้มีรายได้น้อยอย่างไร
- หากจำเป็นจะต้องยกเลิกกองทุน รัฐจะต้องอธิบายชี้แจงให้ได้ว่าจะบริหารความมั่นคงของพลังงานภายในประเทศอย่างไร
- ภาครัฐจะต้องมีแนวทางเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือกมาทดแทนพลังงานฟอสซิลที่กำลังจะหมดไปให้ชัดเจนว่าใช้แต่ละปีต้องเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ในทุกชนิด และหากชนิดใดยังเป็นข้อกังขาสงสัยของประชาชน รัฐต้องประชาสัมพันธ์ชี้แจงสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง
- รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลในการบริหารจัดการพลังงานในแต่ละชนิดอย่างละเอียดในสื่อต่างๆที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ตรวจสอบได้
เหล่านี้คือสิ่งที่คนหนึ่งหัวสองหูอย่างฉันจะเรียกร้องต่อสู้เพื่อชาติประชาชน หากฉันหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มีสองหูหนึ่งหัวมาร่วมสู้ไม่ได้ ฉันก็จะสู้คนเดียว ซึ่งวันอังคารที่ ๓๐ ก.ย. ๕๗ นี้ ฉันจะเชิญตัวแทนกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานแห่งชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและ ปตท. มาหารือเสนอแนะแนวคิดนี้ที่วัดอ้อน้อย(ธรรมอิสระ) ใครที่มีสองหูพร้อมที่จะรับฟัง หนึ่งหัวพร้อมที่จะคิดแล้วจึงเชื่อ ก็ขอให้มาร่วมงานกันที่ศาลาวัดอ้อน้อย เวลาบ่ายหนึ่งโมงเป็นต้นไป เพื่อแสวงหาสิ่งดีๆแก่อนาคตของลูกหลานไทย




