เหนื่อยจนชิน? 9 งานเครียดที่สุด ปี 2026 ภาวะหมดไฟกัดกินโลกทำงาน

เหนื่อยจนชิน? 9 งานเครียดที่สุด ปี 2026 ภาวะหมดไฟกัดกินโลกทำงาน

ทำงานหนัก รายได้ไม่พอ เวลาพักแทบไม่มี งานวิจัยชี้ ความเครียดกำลังครอบงำแรงงานเกือบทุกอุตสาหกรรม สายงาน การท่องเที่ยวและบริการ นำโด่ง! อาชีพเครียดที่สุดจาก 9 สายงาน

KEY

POINTS

  • งานวิจัยจัดอันดับ 9 อุตสาหกรรมที่มีความเครียดสูงที่สุดในปี 2026 โดย "การท่องเที่ยวและบริการ" ครองอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยบริการวิชาชีพและธุรกิจ และการขนส่งและคลังสินค้า
  • สาเหตุหลักของความเครียดไม่ได้เกิดจากลักษณะของงานโดยตรง แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่มาจากการออกแบบงานและวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการทำงานหนักเกินไป
  • ภาวะหมดไฟและความเครียดจากการทำงานส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยข้อมูลระบุว่าพนักงาน 90% รู้สึกเครียด และ 77% ยอมรับว่าความเครียดเริ่มส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย

เมื่อพูดถึง “ความเครียดจากการทำงาน” หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว หรือขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการของแต่ละคน แต่ข้อมูลวิจัยจำนวนมากกำลังบอกตรงกันว่า ความเครียดได้กลายเป็น “เรื่องปกติของแรงงาน” ในแทบทุกอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026

งานวิจัยล่าสุดของ Welltory แอปด้านการจัดการพลังงานและความเครียด เปิดเผยรายชื่อ 9 อาชีพที่มีแรงกดดันสูงที่สุด พร้อมประเมินคะแนนความเครียดของแต่ละสายงานเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ลักษณะงาน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การออกแบบงาน” และระบบการทำงานโดยรวม

โลกงานปี 2026 ความเครียดกำลังพุ่ง ทั้งในที่ทำงานและชีวิตส่วนตัว

ข้อมูลสถิติล่าสุดสะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างชัดเจน โดยตามรายงานระบุว่า 

90% ของพนักงาน ยอมรับว่ารู้สึกเครียดจากการทำงาน
50% บอกว่างานที่ล้นมือทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
77% ระบุว่าความเครียดเริ่มกระทบต่อสุขภาพกายโดยตรง

ไม่เพียงเท่านั้น ความเครียดช่วงวันหยุดก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย 41% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ คาดว่าจะเครียดช่วงเทศกาลมากกว่าปีก่อน เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ถึง 28% ขณะที่ "การทำงานเป็นกะ" หรือการทำงานเป็นเวลาผลัดเปลี่ยน (Shift Work) ถูกมองว่าสร้างแรงกดดันสูง จนมีคำเรียกใหม่ว่า shift sulking หรือภาวะอารมณ์หดหู่จากการทำงานเป็นกะ

ซิลเวีย มาร์ตินเซวิช (Silvija Martincevic) ซีอีโอของ Deputy อธิบายว่า พนักงานจำนวนมากกำลังถูกใช้งานจนถึงขีดจำกัด ต้องรับมือกับลูกค้าที่จัดการยาก ทีมงานที่ขาดแคลนคน ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ความวิตกกังวล และการหมดใจในการทำงาน

ด้านทีมวิจัยของ Welltory ได้จัดอันดับอุตสาหกรรมที่มีความเครียดสูงที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025 โดยใช้ 7 ปัจจัยหลักในการพิจารณาและวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์, อัตราตำแหน่งงานว่าง (สะท้อนปัญหาขาดแคลนแรงงาน), อัตราการบาดเจ็บและเจ็บป่วยจากการทำงาน, รายได้เฉลี่ยต่อสัปดาห์, อัตราการเลิกจ้าง, อัตราการลาออกของพนักงาน, อัตราภาวะหมดไฟ (Burnout) จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดมาปรับให้อยู่ในสเกลเดียวกันด้วยวิธีทางสถิติ ก่อนจัดอันดับคะแนนความเครียดตั้งแต่ 1-100 คะแนน 

9 อุตสาหกรรมที่มีความเครียดสูงที่สุด ในปี 2026

จากการวิเคราะห์ข้อมูลแรงงานขนาดใหญ่ ครอบคลุมชั่วโมงทำงาน รายได้ ความเสี่ยงจากงาน ความไม่มั่นคง และภาวะหมดไฟของพนักงาน พบว่า 9 อุตสาหกรรมต่อไปนี้มีระดับความเครียดสูงที่สุด

อันดับ 1 : การท่องเที่ยวและบริการ (Leisure & Hospitality) ความเครียด 66 คะแนน

อันดับ 2 : บริการวิชาชีพและธุรกิจ (Professional & Business Services) ความเครียด 56 คะแนน

อันดับ 3 : ขนส่งและคลังสินค้า (Transportation & Warehousing)  ความเครียด 53 คะแนน

อันดับ 4 : เหมืองแร่และป่าไม้ (Mining & Logging) ความเครียด 50 คะแนน

อันดับ 5 : การศึกษาส่วนตัวและบริการด้านสุขภาพ (Private Education and Health Services) ความเครียด 46 คะแนน

อันดับ 6 : อุตสาหกรรมข้อมูลและสื่อ (Information) ความเครียด 43 คะแนน

อันดับ 7 : ก่อสร้าง (Construction) ความเครียด 43 คะแนน

อันดับ 8 : ค้าปลีก (Retail Trade) ความเครียด 42 คะแนน

อันดับ 9 : สาธารณูปโภค (Utilities) ความเครียด 42 คะแนน

รายงานระบุว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ครองอันดับหนึ่ง เป็นอาชีพที่มีความเครียดสูงสุด เนื่องจากเวลาทำงานไม่แน่นอน เป็นงานที่ต้องเผชิญหน้าลูกค้าโดยตรง คอยแก้ปัญหาเรื่องคนทุกวัน และค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน

ความเครียดไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่คือปัญหาเชิงระบบ

แอนนา เอลิตเซอร์ (Anna Elitzur) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจาก Welltory ชี้ว่า “ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า ความเครียดในที่ทำงานไม่ได้เกิดจากธรรมชาติของงานเท่านั้น แต่เกิดจากการออกแบบงาน หรือระบบงานที่ไม่สอดคล้องกับการทำงาน”

เธออธิบายว่า สมองและร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ความกดดันนั้นมาจากอันตรายทางกาย ความไม่มั่นคงทางการเงิน หรือภาระงานทางความคิด ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลถูกตอบสนองในรูปแบบของ “ความเครียดเรื้อรัง”

เมื่อความเครียดกลายเป็นเรื่องปกติในหลายอุตสาหกรรม ผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล แต่ลุกลามเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งอัตราการลาออกที่สูง ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง และแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น

หมดไฟไม่เลือกอาชีพ ทั้งพนักงานออฟฟิศและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า

ผลสำรวจจาก MyPerfectResume ในกลุ่มพนักงานสหรัฐฯ 1,000 คน พบว่า

63% รู้สึกหมดไฟหลายครั้งต่อสัปดาห์
55% ประเมินว่าภาวะหมดไฟอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง
45% ยกเลิกวันเกิดหรือวันหยุดพักผ่อน เพราะความเครียดจากงาน

ขณะเดียวกัน รายงาน 2025 High-Pressure, High-Paying Jobs จาก Resume Genius ชี้ว่า ความเครียดและ Burnout ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานออฟฟิศอีกต่อไป แต่แทรกซึมทั้งงานสายขาวและงานด่านหน้า แม้ในตำแหน่งที่มีรายได้ระดับหกหลักต่อปีก็ตาม

เอวา ชาน (Eva Chan) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพจาก Resume Genius ระบุว่า“ผลตอบแทนทางการเงินมักต้องแลกกับสมดุลชีวิตการทำงาน สิ่งสำคัญคือเสถียรภาพ และความสามารถในการรับมือกับแรงกดดันโดยไม่ปล่อยให้ความเครียดควบคุมชีวิต”

วัฒนธรรมเชิดชูการทำงานเกินขีดจำกัด กัดกินพลังคนงาน

แม้องค์กรจะเพิ่มวันลาสุขภาพจิต การปรับใช้ตารางงานแบบสัปดาห์ทำงาน 4 วัน เงินสนับสนุนด้านสุขภาพ หรือการทำงานแบบไฮบริด แต่ Manhattan Mental Health Counseling เตือนว่า สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากวัฒนธรรมองค์กรยังให้รางวัลกับการทำงานเกินขีดจำกัด

สตีเวน บัควัลด์ (Steven Buchwald) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากองค์กรเดียวกัน แนะนำว่า การกลับสู่สมดุลไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ แต่เริ่มได้จาก “การตั้งขอบเขตเล็ก ๆ” เช่น กำหนดเวลาหยุดงานที่ไม่สามารถต่อรองได้, สื่อสารขีดความสามารถของตัวเองอย่างชัดเจน, พักฟื้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่พักผิวเผิน

เขาย้ำว่า การบำบัดช่วยให้คนทำงาน “เลิกยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ” และคลายความกลัวว่าจะถูกแทนที่ ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของวงจร Burnout

รายชื่ออาชีพที่เครียดที่สุดในปี 2026 ดังกล่าวข้างต้น ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครรู้สึกแย่กับงานของตัวเอง แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่า โลกการทำงานกำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องตั้งคำถามจริงจังว่า เรากำลังออกแบบงานเพื่อ “ผลลัพธ์” หรือเพื่อ “มนุษย์” กันแน่

เพราะสุดท้ายแล้ว การรับมือกับความเครียดไม่ใช่ภาระของพนักงานเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งองค์กรและระบบการทำงาน และการเปลี่ยนแปลง อาจต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจะกลายเป็นเรื่องปกติจนไม่มีใครตั้งคำถามอีกต่อไป

 

 

อ้างอิง: ForbesWelltoryManhattanmentalhealthcounseling, HRstacks, ResumeGenius