เปิดวิธีบูสต์สมอง พร้อม 10 ข้อพัฒนาตัวเอง เร่งความสำเร็จปี 2026

เปิดวิธีบูสต์สมอง พร้อม 10 ข้อพัฒนาตัวเอง เร่งความสำเร็จปี 2026

บูสต์พลังสมอง! เปิด 2 กิจวัตรผู้เชี่ยวชาญแนะให้ทำทุกวัน ช่วยเพิ่มสมาธิ และ Productivity ได้จริง พร้อมเคล็ดลับ 10 ข้อพัฒนาตัวเองให้ทำงานเก่ง เร่งความสำเร็จตลอดทั้งปี

KEY

POINTS

  • ปี 2026 วัยทำงานต้องเก่งขึ้น เริ่มจากการฝึกทำ 2 กิจวัตรสำคัญเพื่อเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพการทำงาน ได้แก่ การเตรียมตัวก่อนเริ่มงานที่ต้องใช้สมาธิสูง (Deep Work) และการทำกิจวัตร "ปิดจบวัน" เพื่อให้สมองได้พักผ่อนจากเรื่องงาน
  • ประกอบกับชวนทบทวน 10 วิธีพัฒนาตนเองเพื่อความสำเร็จ เช่น การวางแผนและจัดลำดับความสำคัญ การโฟกัสงานทีละอย่าง และการอัปเดตเทรนด์การทำงานใหม่ๆ ให้เท่าทันโลกยุค AI
  • เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ผ่านการพักผ่อนและดูแลตัวเอง เพื่อลดความเครียด ป้องกันภาวะหมดไฟ และสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน

ก้าวสู่ปี 2026 วัยทำงานยังต้องสู้งานกันต่อไป แต่ช่วงหลังวันหยุดปีใหม่หลายคนอาจรู้สึกว่าร่างกายและสมองยังไม่พร้อมทำงานเต็มที่ ลองใช้เคล็ดลับนี้มาปรับใช้กับชีวิตทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพื่อเรียกพลังกายใจให้ฟื้นกลับมาสดชื่นพร้อมลุยงานได้เร็วขึ้น 

จริงอยู่ที่การจัดระเบียบเวลาช่วงเช้าหรือก่อนนอนจะเป็นเรื่องที่ดีต่อการเตรียมตัวทำงาน แต่ แคล นิวพอร์ต (Cal Newport) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และนักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านการจดจ่อและประสิทธิภาพการทำงาน ยังแนะนำว่ามีอีก 2 กิจวัตรสำคัญที่คุณควรเพิ่มเข้าไปในตารางงาน เพื่อช่วยให้มีสมาธิในเวลาที่จำเป็น และสามารถ "ตัดขาด" จากงานได้อย่างแท้จริงเมื่อสิ้นสุดวัน ได้แก่ 

กิจวัตรก่อนเข้าสู่โหมด "งานลุ่มลึกจริงจัง" (Deep Work)

ในยุคปัจจุบัน พนักงานส่วนใหญ่ถูกรบกวนด้วยการแจ้งเตือนตลอดทั้งวัน รายงานจากไมโครซอฟท์ (Microsoft) เมื่อเดือนเมษายน 2025 พบว่า พนักงานถูกขัดจังหวะทุกๆ 2 นาที จากข้อความแจ้งเตือน อีเมล การประชุม ฯลฯ สภาวะสมองที่ต้องคอยพะวงรับมือกับเสียงแจ้งเตือนจุกจิกตลอดทั้งวันนั้น เมื่อเทียบกับสภาวะที่สมองได้จดจ่ออยู่กับงานอย่างเต็มที่ มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นิวพอร์ตเป็นผู้สนับสนุนการใช้เทคนิค Time Blocking หรือการบล็อกเวลาในปฏิทินเพื่อทำ "Deep Work" ซึ่งหมายถึงงานที่ต้องใช้พลังสมองและความคิดสร้างสรรค์สูง กิจวัตรแรกที่ควรทำก่อนจะเริ่มช่วงเวลาเหล่านั้น เขาแนะนำให้แทรกกิจกรรมเบาๆ เพื่อบอกสมองให้เตรียมพร้อม

เปิดวิธีบูสต์สมอง พร้อม 10 ข้อพัฒนาตัวเอง เร่งความสำเร็จปี 2026 Cal Newport ; Professor at Georgetown University

ศาสตราจารย์นิวพอร์ต อธิบายว่า "สมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้จดจ่อกับหัวข้อที่เป็นนามธรรมหรือสัญลักษณ์ติดต่อกันนานๆ ดังนั้นคุณต้องให้เวลากับสมองในการเปลี่ยนโหมดเข้าสู่ Deep work เพราะสิ่งที่คุณกำลังขอให้สมองทำนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย"

สิ่งที่คุณควรทำ: ก่อนจะเริ่มบล็อกเวลาทำงานสำคัญ ให้ลองทำกิจกรรมสั้นๆ ที่ทำซ้ำได้เพื่อเป็นสัญญาณบอกสมองว่า "ถึงเวลาเปลี่ยนโหมดแล้วนะ" เช่น เดินเล่นสั้นๆ , ชงชาสักถ้วย, จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย

"คุณไม่สามารถแค่ปิดอินบ็อกซ์ เปิดไฟล์งาน แล้วคิดว่าจะมีสมาธิทำงานได้ทันทีทันใด" นิวพอร์ตเปรียบเทียบว่า มันก็เหมือนกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกไปวิ่งนั่นเอง กิจวัตรนี้จะช่วยเพิ่มสมาธิการทำงาน นำไปสู่การมีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดได้

กิจวัตร "ปิดจบวัน" (Shutdown Routine)

เมื่อสิ้นสุดวันทำงาน คุณจำเป็นต้องมีกิจวัตรที่ 2 เพื่อปิดสวิตช์ตัวเอง นิวพอร์ตอธิบายว่า "มันคือการเคลียร์สมองหลังเลิกงาน เพื่อไม่ให้ความคิดเรื่องงานมาตามหลอกหลอนหรือยึดพื้นที่สมองในช่วงเวลาส่วนตัว" สำหรับขั้นตอนการปิดจบวันของนิวพอร์ต ประกอบด้วย เช็กอีเมลเป็นครั้งสุดท้าย, ตรวจสอบปฏิทินงานในวันถัดไป, จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำหรือสิ่งที่ต้องเตือนตัวเอง

เป้าหมายคือการทำให้คุณรู้สึกว่า "ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลในคืนนี้ เราคุมสถานการณ์ได้แล้ว" และที่สำคัญคือต้องมี "คำกล่าวหรือการกระทำที่ชัดเจน" เพื่อยืนยันว่าจบงานแล้ว สำหรับนิวพอร์ต เขาจะใช้วิธีติ๊กถูกในช่องที่เขียนว่า "Shutdown Complete" (ปิดงานสมบูรณ์) เป็นขั้นตอนสุดท้าย

แม้ว่ากิจวัตรนี้จะไม่ได้กำจัดความกังวลเรื่องงานให้หายไปราวกับปาฏิหาริย์ แต่มันจะช่วยฝึกสมองให้หยุดคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องงานได้ กล่าวคือ ช่วยป้องกันความเย้ายวนที่อยากจะเข้าไปเช็กอีเมลอีกครั้ง และช่วยให้คุณก้าวข้ามจากโหมดทำงานไปสู่การใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างมีคุณภาพในที่สุด

"แทนที่จะจมปลักอยู่กับความกังวล คุณสามารถบอกตัวเองได้ว่า ฉันติ๊กช่องปิดงานนั้นไปแล้ว และฉันคงไม่ทำแบบนั้นถ้าไม่ได้ตรวจสอบทุกอย่างจนมั่นใจว่าวันนี้จบลงด้วยดี" นิวพอร์ตกล่าวเสริม 

นอกจากกิจวัตรทั้ง 2 อย่างที่วัยทำงานควรฝึกฝน เพื่อเพิ่ม Productivity แล้ว ยังมีคำแนะนำด้านการพัฒนาตนเองที่วัยทำงานอาจหลงลืมไปบ้างในปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าหลายคนคงเคยรู้หลักการเหล่านี้มาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย ชวนไปทบทวนวิธีพัฒนาตัวเองง่ายๆ 10 ข้อ เพื่อให้ชีวิตการงานใน ปี 2026 ราบรื่น มุ่งสู่ความสำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจไว้ 

10 วิธีพัฒนาตัวเอง ทำงานเก่ง เร่งความสำเร็จปี 2026

1. วางแผน-จัดลำดับความสำคัญ

ทุกเช้าก่อนจะเริ่มทำงาน เราควรเริ่มจากวางแผนสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน โดยเรียงลำดับความสำคัญของงานก่อน-หลัง เสมอ สิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยให้งานทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ในระหว่างการวางแผนงานในแต่ละวัน หากมีงานใหม่เข้ามาก็ให้นำมาเรียงตามความสำคัญลดหลั่นกันลงไป 
ผลลัพธ์: ทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ งานเสร็จตามเป้าหมาย งานจบทันเวลา 

2. ฝึกโฟกัสงานทีละอย่าง

การทำงานแบบหลายอย่างพร้อมกัน หรือ multi-tasking แม้จะดูเหมือนว่าทำให้งานต่างๆ เสร็จเร็วขึ้น แต่ที่จริงแล้ว ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานแย่ลง เพราะทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน จะไปลดการโฟกัสงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ ถ้าจะให้ดีควรเริ่มโฟกัสกับงานเดียวก่อน แล้วค่อยเริ่มทำงานชิ้นที่สอง สาม สี่ ต่อไป เพื่อให้งานถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
ผลลัพธ์: ทำงานให้เสร็จทีละอย่าง เพิ่มประสิทธิภาพงานได้ดีขึ้น

3. อัปเดตเทรนด์โลกการทำงาน

แม้มีประสบการณ์-อายุงานมามากมายพอตัว แต่ก็ไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ นำมาปรับใช้ในการทำงาน  การเพิ่มพูนความรู้และอัปเดตเทรนด์การทำงานและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI ที่ช่วยทำงาน จำเป็นอย่างมาก เพราะโลกการทำงานสมัยนี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และในปี 2026 นี้ เทคฯ AI ก็จะยิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์: เกิดกลยุทธ์การทำงานใหม่ เท่าทันยุคสมัย

4. เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด

การลองสิ่งใหม่ๆ เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด แม้อาจผิดพลาด-ล้มเหลวบ้าง ก็ไม่เป็นไร ควรปรับมองมุมใหม่ว่ามันเป็นเหมือนรางวัลใน “การทดลอง” ได้โอกาสที่จะลองผิดลองถูก เมื่อผ่านไปได้ สิ่งนั้นจะสามารถก่อประสิทธิผลให้กับการทำงาน ซึ่งทำให้คุณสามารถพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ได้ในที่สุด  
ผลลัพธ์: เป็นผู้เชี่ยวชาญในงานนั้นๆ ในแบบฉบับของตัวเอง

5. อย่าทิ้งงานไว้ครึ่งๆ กลางๆ  

ลองนึกดูว่าคุณเคยเริ่มต้นโครงการต่างๆ ไปกี่โครงการแล้วก็ล้มเลิกไปในเวลาไม่นาน เช่น การตั้งเป้าหมายปีใหม่ การลดน้ำหนัก กีฬาใหม่ หรือกิจกรรมอดิเรกใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้ดูดีในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จอีกเหมือนเดิม ดังนั้นอย่าปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ไม่ควรให้มันค้างคา ต้องจัดการให้เสร็จ กำหนดวัน-เวลาในการทำงานแต่ละชิ้นให้สำเร็จลุล่วง แล้วบันทึกทุกโครงการที่ทำเสร็จแล้วไว้ด้วย
ผลลัพธ์: รู้สึกประสบความสำเร็จ ควบคุมชีวิตได้

6. จดจ่อกับเป้าหมาย อย่าหลุดโฟกัส

เก่งมาจากไหนก็อาจแพ้ใจตัวเอง บางครั้งอาจพบว่างานที่ทำอยู่ไม่เสร็จตามเป้าหมาย หรือไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ นั่นก็เพราะเกิดการหลุดโฟกัส ขาดสมาธิ เช่น การเสียเวลาไปกับการไถดูโซเชียลมีเดีย เล่น TikTok เป็นเวลานาน ทำให้เวลาในการทำงานเหลือน้อยลง เมื่อเวลาไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดความเครียดและทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์: หากโฟกัสได้ดี มีสมาธิ จะช่วยลดความเครียดได้

7. รู้จักจุดอ่อนตัวเอง เสริมทักษะใหม่ให้แข็งแกร่ง

ไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่อง ต้องเพิ่มพูนทักษะที่เก่งอยู่แล้ว และเรียนรู้ทักษะที่ตัวเองไม่ถนัดอยู่เสมอ หากมีทักษะที่ดีอยู่แล้ว แต่ต่อไปในอนาคตก็อาจมีคนที่เก่งในทักษะนั้นยิ่งกว่า ดังนั้น การพัฒนาอัปสกิลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และอย่าลืมเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วย เพราะไม่แน่ว่าคุณอาจจะจำเป็นต้องใช้ทักษะนั้นในอนาคต
ผลลัพธ์: ประสบความสำเร็จในหน้าที่ ต่อยอดอาชีพได้

8. หาความสุขในงาน ฝึกคิดแง่บวก

ที่จริงแล้ว การทำงานให้มีประสิทธิภาพ มักเริ่มจากการมีความสุขในการทำงาน หากรู้สึกเบื่อ เหนื่อยล้า ต้องรีบแก้ไข เช่น คุยกับเพื่อนที่ไว้ใจได้ ปรึกษาหัวหน้างาน ตกแต่งโต๊ะทำงานใหม่ พักออกไปเดินนอกตึกอาคาร ฯลฯ นอกจากนี้ การฝึกมองโลกในแง่ดี คิดบวกเสมอก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มพัฒนาตัวเองจากทัศนคติและความคิด ช่วยลดความขัดแย้ง ทั้งกับงาน กับตนเอง และกับผู้อื่น
ผลลัพธ์: เพิ่มความสุข หลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ ประสิทธิภาพงานดีขึ้น 

9. เปลี่ยนการทำงานให้เหมือนเล่นเกม

เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานของคุณเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง ลองเปลี่ยนงานของคุณให้เป็นเกม โดยการใช้เทคนิค Pomodoro ซึ่งเทคนิคนี้จะท้าทายให้คุณแบ่งงานออกเป็นช่วงๆ ละ 25 นาที แล้วให้มีช่วงเวลาพักคั่นกลาง ประมาณ 5 นาที เหมือนการเล่นเกมเอาชนะไปทีละด่าน เพื่อทำให้งานที่ดูยากลำบากนั้น สามารถจัดการให้เสร็จได้ง่ายขึ้น 
ผลลัพธ์: เมื่อตั้งเวลาการทำงานตามนี้ คุณอาจพบว่าตัวเองตระหนักถึงเวลามากขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น และเลิกนิสัยทำงานไม่เสร็จได้

10. อย่าลมพักผ่อนและดูแลตัวเอง

หากพบว่าการทำงานเริ่มมีความเครียดจนถึงจุดที่ไม่สามารถรับได้ ก็จำเป็นต้องหยุดพักผ่อน หยุดคิดเรื่องงานอย่างจริงจัง การยอมรับว่าคุณต้องการพักผ่อนไม่ใช่จุดอ่อน แต่หมายความว่าคุณตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเอง และฉลาดพอที่จะยอมรับมัน ยิ่งในสมัยนี้ระดับความเครียดและความเหนื่อยล้ากำลังส่งผลกระทบต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ

การฝืนตัวเองต่อไปหลังจากที่ถึงขีดจำกัดแล้วจะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย ประสิทธิภาพการทำงานจะลดลง และคุณจะยิ่งเครียดมากขึ้นเพราะทำงานได้ไม่ดี และเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ นี่คือวงจรเลวร้ายที่คุณคงไม่อยากติดกับดักนี้ ดังนั้น จงตระหนักเวลาพักผ่อนมีความสำคัญต่อการพัฒนาอาชีพไม่แพ้ด้านอื่นๆ ปิดคอมพิวเตอร์ ออกไปเที่ยวพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์ นอนหลับให้เต็มอิ่ม เปลี่ยนบรรยากาศ และอย่าลืมรักษาสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
ผลลัพธ์: ลดภาวะหมดไฟ เพิ่มแรงบันดาลใจในการทำงาน

สุดท้ายนี้ ลองจินตนาการถึงวันสุดท้ายของปี 2026 คุณอยากจดจำปีนี้ในฐานะปีที่ "ยุ่งจนหัวหมุนแต่จำอะไรไม่ได้เลย" หรืออยากให้เป็นปีที่ "ทำงานได้อย่างภาคภูมิใจและมีเวลาให้สิ่งสำคัญในชีวิตอย่างเต็มที่" หากชอบคำตอบอย่างหลังมากกว่า ก็ต้องปรับกิจวัตรการทำงานใหม่ ให้ร่างกายและสมองพร้อมลุยงาน และนำเคล็ดลับการพัฒนาตัวเองทั้ง 10 ข้อข้างต้นมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์งานของคุณ

 

 

อ้างอิง: CNBC, Pipefy, Linkedin