เปิดงานวิจัยสถาบันพระปกเกล้า ชี้ ศาลรธน.วินิจฉัยแก้ปัญหาการเมืองไม่ได้ ทำได้แค่คั่นเวลารัฐประหาร
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า จัดการสัมมนาในหัวข้อ "สถาบันการเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตย" โดยมีนายจรัสพงศ์ คลังกรณ์ อัยการอาวุโสและอาจารย์มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น นำเสนองานวิจัย ในหัวข้อ สถาบันการเมืองฝ่ายตุลาการ เรื่อง "บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง" โดยมีนายกล้า สมุทวณิช สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และนักเขียนรุ่นใหม่ และนายฐากูร ศิริยุทธวัฒนา นักวิชาการอิสระ ร่วมอภิปราย
โดย น.ส.ถวิลวดี กล่าวว่า ขณะนี้บ้านเมืองมีวาระน่าสนใจ คือ การปฏิรูป จากที่เราศึกษากระบวนการประชาธิปไตยมาเป็นเวลานานที่เกี่ยวกับสถาบันการเมือง เราคิดว่าการปฏิรูปครั้งนี้ ต้องมีศึกษาในเรื่องสถาบันการเมืองอย่างแท้จริงอีกครั้ง เพราะสถาบันการเมือง ไม่ใช่มีเพียงแค่ฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายปกครองท้องถิ่น ซึ่งคิดว่าที่ผ่านมาสิ่งที่ทำให้สถาบันการเมืองล้มเหลวนั้น เป็นเพราะสถาบันการเมืองที่ขาดประสิทธิภาพ จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปฏิรูปสถาบันการเมือง นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมายังไม่มีใครหรือสถาบันใดออกมาประเมินว่าสถาบันการเมืองนั้นควรมีบทบาทเป็นอย่างไร ดังนั้น สถาบันพระปกเกล้าจึงเชิญนักวิชาการมาร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับสถาบันการเมืองที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายต่างๆ และทำข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าไปอย่างสันติสุข เพราะเราจะไม่มีความสุขแน่นอนถ้าประเทศไทยยังมีปัญาในเรื่องของประชาธิปไตยที่อ่อนแอ
นายจรัสพงศ์ กล่าวว่า การเมืองไทยมีปัญหามากเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง เกิดการแย่งอำนาจกันของนักการเมือง ใช้ทุกวิธีที่จะเข้าไปนั่งในคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ได้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญตั้งขึ้น เพื่อวินิจฉัยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปัญหาทางการเมืองก็ดี ศาลจะเป็นผู้ชี้ขาด เช่น ยุบพรรคการเมือง หรือการถอดถอนนายกฯ บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญตามกฎหมายต้องคุ้มครองสิทธิประชาชน ตรวจสอบอำนาจรัฐ ตามบทบัญญัติทางรัฐธรรมนูญ แต่ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญมักถูกโยงกับการเมือง ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นศาลการเมือง และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน มักมีคำพูดว่าสองมาตรฐาน เช่น กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด นายสมัคร สุทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจหน้าที่ในการออกรายการอาหาร "ชิมไปบ่นไป" และวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งขณะนั้นมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร แต่เมื่อศาลตัดสินการชุมนุมก็ยุติไป ซึ่งเป็นการแก้ไขความขัดแย้งชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าไม่ว่าศาลอะไรก็ตามไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งอะไรได้ นอกจากจะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน โดยการเลือกตั้ง ที่จะชี้ขาดทางการเมืองและยุติความขัดแย้งได้
ด้านนายกล้า กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่อยู่คู่กับรัฐธรรมนูญและอยู่พ่วงกับประชาธิปไตย แม้ว่าในโลกนี้จะมีศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม โดยรูปแบบของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นการสร้างองค์กรตุลาการที่อยู่นอกศาลปกติ เพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาททางการเมือง ท้ายที่สุดแล้วจะไปกระทบคนส่วนใหญ่ของสังคม ซึ่งถ้าเรายอมรับกันจริงแล้ว อำนาจที่แท้จริงของประเทศคืออำนาจของประชาชน ความขัดแย้งในสังคมแก้ไม่ได้ด้วยศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะเป็นการยุติแค่ชั่วคราวแต่ไม่จบ และในที่สุดก็นำไปสู่การรัฐประหาร ดังนั้น จึงเห็นว่าเราไม่สามารถใช้กลไกของศาลรัฐธรรมนูญในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง และสิ่งที่เราต้องทบทวน คือ ต้องแยกแดนการเมือง ออกจากแดนกฎหมาย เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาททางแดนกฎหมายมากที่สุด เพราะการมีศาลรัฐธรรมนูญยังมีประโยชน์มาก เพราะอำนาจหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการคุ้มครองสิทธิประชาชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
"อำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญถูกวิจารณ์มากสุด คือ อำนาจในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่น กรณีคำวินิจฉัยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าอ่านคำวินิจฉัยจริงๆ ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ถือเป็นผลประโยชน์ขัดกัน ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญที่ห้ามรัฐมนตรีเป็นลูกจ้าง แต่บทนิยามของคำว่า "ลูกจ้าง" ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อหานิยมไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงตัดสินใจใช้นิยามที่คนทั่วไปยอมรับ คือ พจนานุกรม อย่างไรก็ตาม มองว่าคำวินิจฉัยนี้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุเป็นผล แต่ที่ถูกโจมตี คือ การวินิจฉัยนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่ง"นายกล้า กล่าว
ขณะที่นายเอกชัย ไชยนุวัติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญคือควบคุมตรวจสอบกฎหมายไม่ให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่รัฐธรรมนูญ แต่เป็นศาลที่รับมอบอำนาจจากรัฐธรรมนูญ และมีเขตอำนาจเฉพาะ ไม่มีอำนาจทั่วไป ดังนั้น อย่าทำตัวเป็นผู้ตัดสินข้อขัดแย้งทางการเมือง ต้องแยกประเด็นการเมืองและประเด็นข้อกฎหมายออกจากกัน และความไม่ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากแนวคิดต่างๆเป็นเรื่องใหม่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน เช่น รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่ผ่านมามีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่นั้น แม้จะมีกลุ่มคณะรัฐประหารที่อ้างว่าจะเป็นคณะปฏิรูปหรืออะไรก็แล้วแต่ ตนก็จะเรียกกลุ่มคณะนั้นว่าเป็นการรัฐประหารไม่ใช่การปฏิรูป ไม่ว่าจะเอาตนไปปรับทัศนะกี่ครั้ง ออกมาก็จะพูดว่ามันคือรัฐประหาร





