แชร์ประสบการณ์ถูกฟ้องหมิ่นฯ

แชร์ประสบการณ์ถูกฟ้องหมิ่นฯ

(รายงาน) แชร์ประสบการณ์ถูกฟ้องหมิ่นฯ "เอ็นจีโอ-นักสิทธิ"ชี้เครื่องมือปิดปาก

ปรากฏการณ์หน่วยงานรัฐยื่นฟ้องบุคคลที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน และองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หลังถูกบุคคลหรือกลุ่มคนเหล่านั้นตรวจสอบหรือตั้งคำถามถึงความไม่โปร่งใสในบางเรื่องราว กำลังกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวและการปะทะกันทางความคิดระหว่างผู้ที่แสดงตัวว่าทำงานเพื่อสังคมในที่สว่าง กับหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

กรณีของ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กับ น.ส.ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการที่นี่ไทยพีบีเอส ถูกสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมทั้งกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) 4 คน ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณี ดร.เดือนเด่น ไปออกรายการที่มี น.ส.ณัฏฐา เป็นผู้ดำเนินรายการ และพูดถึงความเสียหายที่เกิดจากมาตรการขยายเวลาคืนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ ของ กทค.เมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นตัวอย่างอันดี

นอกจากนั้นยังมีกรณีของ น.ส.ชุติมา สีดาเสถียร นักข่าวของเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ "ภูเก็ตหวาน" ที่ถูกกองทัพเรือฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท กรณีนำเสนอรายงานพิเศษเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา ทั้งๆ ที่เป็นรายงานที่อ้างอิงแหล่งข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็ยังมีกรณีที่กลุ่มทุนยักษ์ยื่นฟ้องคนทำงานตัวเล็กๆ ดังเช่น น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช.

ฝ่ายที่ถูกฟ้องร้องมักระบุว่าการทำหน้าที่ของพวกตนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคม ส่วนฝ่ายผู้ฟ้องโดยเฉพาะหน่วยงานรัฐก็อ้างว่าข้อมูลที่นำมากล่าวหาตรวจสอบนั้นเป็นข้อมูลเท็จ จึงต้องปกป้องศักดิ์ศรีของหน่วยงาน

การเสวนาหัวข้อ "ฟ้องหมิ่นประมาท เครื่องมือปิดกั้นการตรวจสอบ/การทำหน้าที่" ที่โรงแรมสุโกศล เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งเวทีที่มีการแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาอ่อนไหวนี้อย่างกว้างขวาง

น.ส.ชุติมา จาก "ภูเก็ตหวาน" แชร์ประสบการณ์ว่า ปัจจุบันเธอถูกขึ้นบัญชีดำจากทางทัพเรือภาคที่ 3 ห้ามเข้าพื้นที่ฐานทัพโดยเด็ดขาด ขณะที่คดีของเธอที่ถูกฟ้องร้องพร้อมบรรณาธิการชาวต่างประเทศ จะเริ่มกระบวนการสืบพยานในศาลเดือน ก.ค.ปีหน้า

"ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสื่ออื่นๆ ที่นำข่าวจากแหล่งเดียวกันไปเผยแพร่กลับไม่ถูกฟ้องร้อง แต่กับภูเก็ตหวานกลับถูกฟ้องหมิ่นประมาท การทำแบบนี้ เท่ากับเป็นการปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อ"

"ล่าสุดทางทัพเรือภาค 3 จัดแถลงข่าวเรือรุกที่ดิน มีการแถลงในฐานทัพ แต่เมื่อดิฉันไปถึงกลับไม่สามารถเข้าได้ มีการติดรูปดิฉันไว้ที่ทางเข้า การกระทำแบบนี้ทำให้เสื่อมเสีย เป็นการละเมิดสิทธิ์โดยตรง และยังทำให้ประชาชนเสียผลประโยชน์จากการรายงานข่าวที่มีผลกระทบต่อประชาชน และลิดรอนการทำหน้าที่สื่อด้วย"

ขณะที่ น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่งถูกฟ้องจากหน่วยทหารพรานในพื้นที่จากกรณีตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมาน กล่าวว่า มีการแจ้งความที่ สภ.เมืองยะลา แต่ต่อมามีการยกเลิกหมายเรียกของ สภ.ยะลา และโอนคดีไปที่ สภ.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา แทน โดยนัดให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 14 ก.ย. แต่ปรากฏว่าทางตำรวจแจ้งขอเลื่อนการมอบตัวอย่างไม่มีกำหนด

"แม้จะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น แต่เราก็ยังทำหน้าที่ตามปกติ เพราะเราทำเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อลดการกระทำรุนแรงกับผู้ที่ถูกจับกุม ขณะนี้ต่างประเทศกำลังจับตามองเราอย่างมาก เพราะกลายเป็นว่าเราเป็นนักสิทธิมนุษยชน แต่กลับถูกหน่วยงานรัฐฟ้องหมิ่นประมาทจากการทำหน้าที่ของเรา ซึ่งผลจะยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับเหยื่อที่อาจจะถูกซ้อมทรมานแล้วปิดปากเงียบ และการฟ้องร้องเหมือนต้องการให้กระบวนการทำงานของเอ็นจีโอชะงักไประดับหนึ่ง"

ดร.เดือนเด่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมการเสวนา กล่าวว่า จริงๆ แล้วนักวิชาการทีดีอาร์ไอน่าจะใช้เวลาไปกับการออกแบบแผนพัฒนาประเทศ แต่กลับต้องใช้เวลาเหล่านั้นมาตรวจสอบเรื่องทุจริต ไม่โปร่งใสต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของนักวิชาการ แต่เมื่อพบเห็นปัญหาก็ต้องท้วงติง สุดท้ายกลายเป็นถูกฟ้อง

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ก่อตั้งโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ กล่าวว่า สาเหตุที่มีการฟ้องหมิ่นประมาทกันบ่อยครั้งก็เพราะเป็นการใช้ช่องทางกฎหมายเป็นเครื่องมือ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าการฟ้องหมิ่นประมาทในลักษณะอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือแบบนี้ เพิ่งมาเพิ่มจำนวนขึ้นในช่วง 2-3 ปีหลัง

วงเสวนาเห็นตรงกันว่า เอ็นจีโอ รวมไปถึงสื่อ และนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิชุมชน ควรเรียนรู้กฎหมายเพิ่มมากขึ้น และในการปฏิรูปกฎหมายกับกระบวนการยุติธรรม ควรตัดการฟ้องร้องหมิ่นประมาทในส่วนอาญาออกไป เพราะเหมือนเป็นการจำกัดการทำหน้าที่ตรวจสอบ เนื่องจากถ้าเรื่องที่ตรวจสอบเป็นเท็จ ผลที่สุดก็จะแสดงออกมาเอง