วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯส่ง'ประวิตร-อุดมเดช'ลงใต้สัปดาห์หน้า

นายกฯประยุทธ์ ส่ง "ประวิตร-อุดมเดช" ลงใต้ติดตามดับไฟใต้สัปดาห์หน้า เตรียมเยือนมาเลย์พูดคุยกับผู้นำประเทศ

หารือแนวทางสันติสุขกับกลุ่มเห็นต่างในพื้นที่ภาคใต้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า สัปดาห์หน้าได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และรองผู้บัญชาการทหารบก สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะเดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งตนได้ให้แนวทางไว้หมดแล้ว ถ้าวันนี้ทำอะไรแล้วมีความก้าวหน้า ก็จะต้องแรงสู้เรา ถือเป็นเรื่องธรรมดา นี่คือการสู้รบแบบไม่เปิด แต่วันนี้เป็นการสู้รบเชิงแย่งชิงประชาชนกลับมา เราก็จะต้องมีการพัฒนาในการตั้งงบประมาณ แต่กว่างบประมาณจะออกบางทีก็ช้าไป แต่ฝั่งปฏิบัติการก่อเหตุ สิ่งที่เราได้เตรียมก็จะกลับไปหมดเพราะประชาชนเกิดความกลัว ดังนั้นเราอย่าไปโฆษณาให้กลุ่มก่อความไม่สงบ วันนี้เขาพยายามต้องการเปิดพื้นที่สื่อในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะการสร้างความรุนแรงให้มันเกิดขึ้น รัฐจะต้องใช้กำลังเด็ดขาดเข้าไปกวาดล้างเต็มรูปแบบปะทะกันทั้งตำรวจ หมู่บ้าน เมื่อนั้นเสียดินแดน ซึ่งเรายอมไม่ได้

เมื่อถามถึงการตั้งคณะกรรมการพูดคุยสันติสุข พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนจะต้องไปพูดคุยกันผู้นำประเทศมาเลเซีย แต่ขณะนี้เป็นเรื่องของรายละเอียดของคณะทำงานโดยจะต้องทำให้มีขั้นตอน ซึ่งตนจะพูดคุยกันผู้เห็นต่าง ไม่อยากเอ่ยชื่อใครให้เสียหาย วันนี้ทุกอย่างจะต้องและเดินตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วย ถ้าเราไปเปิดพื้นที่ให้มาก ๆ อาจจะทำให้เสียหาย ความน่าเชื่อก็จะไม่ได้เกิด แทนที่ต่างชาติจะเข้าใจ ในประเทศไทยยังเป็นแบบนี้ ส่วนการพูดคุยจะเป็น นายฮัสซัน ตอยิบ หรือไม่นั้น ตนจะไม่พูดว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะมีหลายกลุ่ม ที่มีขีดความสามารถในการสร้างเรื่อง แม้แต่กลุ่มเล็กก็ต้องการมีศักดิ์ศรีเหมือนกับกลุ่มใหญ่ ทั้งนี้คิดว่าปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ เริ่มดีขึ้น เพราะวันนี้โอไอซี ก็ไมได้ไปพูดให้ไทยเสียหาย วันนี้เข้าใจทุกอย่าง และประเทศมุสลิมก็เข้าใจว่าเราทำได้ดีอยู่แล้ว ก็ขอให้ใช้มาตรการที่เหมาะสมและไม่ใช้มาตรการรุนแรง เราทำได้แค่เพียงอำนาจทางกฎหมายคดีกฎหมาย เมื่อจับมาแล้วอาจจะช้าในการดำเนินการของกฎหมาย ซึ่งขณะนี้กำลังแก้ไขทั้งระบบอยู่