สนช.ผ่านข้อบังคับการประชุม คงถอดถอนบุคคลพ้นจากตำแหน่ง ขณะกมธ.ยอมแก้แยกความมั่นคง-การตปท.ออกจากกัน
ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วนร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.... ที่คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยสาระสำคัญยังยึดตามข้อบังคับการประชุม สนช. ปี 2549 เป็นหลัก ซึ่งเนื้อหาสำคัญส่วนใหญ่เป็นไปตามร่างที่คณะกรรมาธิการฯได้มีการแก้ไข จนกระทั่งในหมวด 5 เกี่ยวกับกรรมาธิการ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้มีคณะกรรมาธิการสามัญประจำสนช. 16 คณะ และแต่ละคณะประกอบด้วยกรรมาธิการจำนวนไม่น้อยกว่า 11 คน แต่ไม่เกิน 26 คน
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้อภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในข้อบังคับที่ 84 คณะกรรมาธิการสามัญประจำ สนช. ที่กมธ.ได้มีการแก้ไขจากร่างเดิม ใน (13) คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ โดยเพิ่มเติมเป็น (13) คณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐ และการต่างประเทศ ซึ่ง สมาชิกหลายคนได้อภิปรายไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะสายการทูตและนักวิชาการ เช่น นายนรนิติ เศรษฐบุตร นายกิตติ วสีนนท์ โดยให้เหตุผลว่า เรื่องความมั่นคง ถือเป็นกิจการภายในประเทศ ไม่ควรจะนำไปมารวมกับงานด้านต่างประเทศ จะทำให้มีปัญหาการทำงานในอนาคตได้ ขณะเดียวกันเรื่องความมั่นคงสามารถนำไปรวมกับงานของคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินได้
ด้าน พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ กรรมาธิการฯได้ชี้แจงว่า การนำเรื่องความมั่นคงและการต่างประเทศรวมกันไว้ในคณะกรรมาธิการชุดเดียวกัน เพราะเห็นว่าปัจจุบันปัญหาความมั่นคงและภัยคุกความเป็นเรื่องไร้พรมแดนไปแล้ว มีความเชื่อมโยงในหลายด้านและหลายประเทศ ซึ่งวิธีการทางการทูตจะเป็นกลไกสำคัญของการแก้ไขปัญหา ดังนั้น จึงเกี่ยวข้องกับการต่างประเทศไปโดยปริยาย อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ขณะที่นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการพิจารณายกร่างข้อบังคับการประชุมสนช.ได้มีการพิจารณามาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนเรื่องของคณะกมธ.ความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศที่มีสมาชิกสนช.หลายคนแสดงความไม่เห็นด้วย ทางคณะกรรมาธิการไปพิจารณาปรับแก้ให้เกิดความเหมาะสม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพรเพชรวิชิตชลชัย ประธานในที่ประชุม ได้สั่งพักการประชุมเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาปรับแก้เนื้อหาแล้วนำมาเสนอต่อที่ประชุมใหม่ จากนั้นเวลา 13.10 น. ได้เปิดประชุมอีกครั้ง ซึ่ง นายพีรศักดิ์ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงถ้อยคำที่แก้ไขว่า คณะกรรมาธิการได้แก้ไข ข้อ 84 (13) ให้กลับไปสู่ร่างเดิม คือ (13) คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ส่วนเรื่อง”ความมั่นคง” ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ กิจการทหาร ให้นำไปรวมใน ข้อบังคับที่ 84 (2) คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขดังกล่าว
จากนั้นได้พิจารณาจนมาถึงหมวด 10 การถอดถอนและการให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข แต่นายธานี อ่อนละเอียด สนช. ได้สงวนคำแปรญัติ โดยให้เหตุผลว่า หากให้ความเห็นชอบจะเป็นการเรียกแขก และเป็นกับดักที่สะเทือนต่อเก้าอี้ประธานและรองประธานสนช. เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ได้ระบุเรื่องการถอดถอนไว้
ขณะที่ข้อบังคับการประชุมที่ 149 ระบุว่า เมื่อป.ป.ช.ส่งเรื่องถอดถอนมาให้สนช. ประธานสนช.ต้องบรรจุเป็นเรื่องด่วนเข้าสู่วาระภายใน 30 วัน เพื่อถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ดังนั้นหากประธานสนช.บรรจุวาระเมื่อไร ก็จะถูกผู้ถอดถอนฟ้องว่า กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือถ้าไม่บรรจุเข้าสู่วาระ ก็จะผิด ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นทางออกเรื่องนี้จึงควรตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจที่มาจาก สนช. 19 คน ประกอบด้วย ตัวแทนคณะกรรมาธิการสามัญ 16คณะๆละ 1 คน และตัวแทนวิปสนช. 3 คน มาทำหน้าที่กลั่นกรอง พิจารณาเรื่องถอดถอนที่ส่งมาแต่ละเรื่อง อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่สนช.จะถอดถอนได้หรือไม่ แล้วส่งเรื่องให้ประธานสนช.นำเข้าสู่ที่ประชุมสนช.พิจารณาอีกครั้ง เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันประธานและรองประธานสนช.
ขณะที่นายตวง อันทะไชย กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม ชี้แจงว่า ไม่สามารถตัดหมวดการถอดถอนได้ และสนช.มีอำนาจยกร่างข้อบังคัการประชุมสนช.เรื่องการถอดถอนได้ ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ที่ให้สนช.ทำหน้าที่แทนส.ส.และส.ว. และอำนาจตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระบุให้ส.ว.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ 17 ตำแหน่ง ดังนั้นข้อบังคับนี้จึงไม่ได้ร่างขึ้นมาเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ยกร่างมารองรับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ อีกทั้งแนวทางที่นำมาใช้ก็นำมาจากข้อบังคับการประชุมปี51 ทุกอย่าง การมีข้อบังคับการประชุมดังกล่าว เป็นการรับประกันความยุติธรรมให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ในการเตรียมตัวสู้คดี ไม่ได้กลั่นแกล้งผู้ถูกถอดถอน
จากนั้นที่ประชุมลงมติให้ความเห็นชอบหมวด 10 เรื่องการถอดถอนตามที่คณะกรรมาธิการฯเสนอมาด้วยคะแนน128 ต่อ 9 เสียง และไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการ 19 คนเพื่อกลั่นกรองตามที่นายธานีเสนอ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯยังได้ขอถอนมาตรา 145/1 ที่ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสนช. พิจารณาตรวจสอบคำร้องดังกล่าวว่าอยู่ในอำนาจสภาหรือไม่ด้วย ภายหลังพิจารณาครบทั้ง 221 ข้อบังคับแล้ว ที่ประชุมให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมสนช. พ.ศ....ด้วยคะแนนเสียง 148 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เพื่อประกาศใช้โดยจะมีผลบังคับใข้ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.เป็นต้นไป และนายพรเพชร ได้สั่งปิดประชุมเวลา16.00 น.





