(รายงาน) แนะรัฐ-คสช.เล่นบท"เจ้าภาพ" จัดเวทีวิชาการเองก่อนบานปลาย
ประเด็น "เสรีภาพทางวิชาการ" กำลังร้อนแรง โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุการณ์ที่ทหารและตำรวจเข้าควบคุมตัว นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอาวุโส พร้อมขอให้ยุติการปาฐกถาเรื่อง "การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ" ถึงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
เพราะหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีกลุ่มนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว พร้อมร่วมลงชื่อ 60 ชีวิต รวมทั้งยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสื่อมวลชน ประณามการดำเนินการที่เป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ
แม้ภายหลังรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกมาชี้แจงทำนองว่า ไม่ได้ห้ามจัดเวทีวิชาการ เพียงแต่ห้ามเฉพาะประเด็นการเมืองเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกในห้วงที่บ้านเมืองต้องการบรรยากาศปรองดอง
ทว่าคำชี้แจงดูจะไม่สามารถดับกระแสที่แรงขึ้นเรื่อยๆ ได้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องในบ้านเมืองที่ถูกรัฐบาล และคสช.กดทับเอาไว้ด้วยข้ออ้างเดียวกัน เช่น การงดเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นที่หมดวาระ เป็นต้น
ประเด็นทั้งหมดนี้กำลังถูกจับจ้องอย่างใกล้ชิดว่าจะกลายเป็น "น้ำผึ้งหยดเดียว" ที่ขยายวงก่อความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับนักวิชาการหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าหากเกิดขึ้นจริง ย่อมกระทบต่อกระบวนการปฏิรูปประเทศที่ต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความรู้ความสามารถของนักวิชาการร่วมกันขับเคลื่อน
นายยุทธพร อิสรชัย คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิการ (มสธ.) กล่าวว่า ต้องพิจารณาว่าการจัดเสวนาเป็นการปลุกเร้าหรือระดมมวลชนเพื่อให้ออกมาชุมนุมหรือไม่ ถ้าไม่มีลักษณะปลุกระดมมวลชน แต่เป็นการเสวนาวิชาการ ก็น่าจะถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่สามารถทำได้ และจะต้องเปิดพื้นที่ให้พูดกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ความขัดแย้งบรรเทาเบาบางลง
"ผมเห็นว่าถ้า คสช.มีความกังวล และไม่อยากให้มีการจัดเสวนา ก็ควรจัดเสวนาขึ้นเอง โดยเชิญผู้ที่มีความเห็นแตกต่างมาพูดคุยกัน มากกว่าที่จะห้ามไม่ให้มีการจัดเสวนาเลย เพราะถ้าทำอย่างที่ทำอยู่จะเป็นการสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดความคับข้องใจ และออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่เป็นปัญหาต่อกระบวนการปฏิรูปที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"
นายอุดม ทุมโฆษิต อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เห็นว่า ท่าทีของรัฐบาลและ คสช.น่าจะเรียกว่า "กริ่งเกรง" เพราะหัวข้อการเสวนาที่จัดขึ้นที่ธรรมศาสตร์ ต้องการส่งสัญญาณให้สังคมเห็นว่าการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จมีจุดสิ้นสุดอย่างไร
"ถ้าผมเป็นรัฐบาล จะมองความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมชาติ จะประนีประนอมและชี้แจงสังคมว่าที่ไม่ต้องการให้เสวนาเรื่องการเมืองในเวลานี้เพราะอะไร อีกอย่างส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง เพราะทางออกที่ดียังมี ยิ่งไปทำอย่างนั้นคนส่วนใหญ่ยิ่งมองว่ารัฐบาลใช้กำลังไปรังแก ซึ่งไม่เป็นผลดีแน่หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันบ่อยครั้ง"
"นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่านักวิชาการเหล่านั้นเป็นครูบาอาจารย์ มีลูกศิษย์ลูกหา มีญาติพี่น้อง และโดยหลักจิตวิทยาแล้วคนที่ถูกกระทำจะได้รับความเห็นใจมากกว่าผู้กระทำแน่ ถ้ายังเกิดขึ้นอีกก็เข้าทางผู้จัดงาน และรัฐบาลจะเสียเปรียบ ส่วนตัวคาดว่าทางผู้จัดงานคาดล่วงหน้าแล้วว่าหากจัดงานขึ้นเวลานี้ ในหัวข้อแบบนี้ (หัวข้อการล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ) จะเกิดอะไรตามมา"
นายอุดม ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่บอกว่าหากจะจัดเสวนาทางวิชาการ ต้องทำหนังสือขออนุญาต คสช.ก่อน เพราะเป็นท่าทีการใช้อำนาจเผด็จการแบบชัดแจ้งเกินไป ถ้าทำแบบนี้บ่อยๆ ก็น่าเป็นห่วงว่าอายุของรัฐบาลจะอยู่ครบปีหรือไม่
"ผมเข้าใจดีในเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการให้บ้านเมืองสงบ ปรับโหมดเข้าสู่การปฏิรูปประเทศและปรองดอง อีกฝ่ายอาจตั้งใจป่วนให้ปวดหัว แต่การรุกรับต้องหลากหลายมากกว่าไปพุ่งชนอย่างเดียว อย่าลืมว่าน้ำนิ่งอยู่ ไม่ได้หมายความว่าข้างใต้ไม่มีคลื่น" นักวิชาการจากนิด้า กล่าวเตือน
ขณะที่ นายวีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ถ้าจะถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นหรือไม่ ส่วนตัวก็เห็นว่าใช่ แต่หากวัดระดับการแสดงความเห็นของนักวิชาการในภาพรวม ยังถือว่าน้อยมาก เพราะขณะนี้ยังมีเวทีเสวนาอื่นๆ อีกหลายเวทีที่สามารถจัดได้ตามปกติ
"ผมคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ถึงขนาดเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะกลุ่ม 60 นักวิชาการที่ออกมาคัดค้านก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง อีกทั้งนักวิชาการเหล่านั้นมีน้ำหนักทางวิชาการมากน้อยแค่ไหน ผมเห็นว่าถ้าเป็นการจัดเสวนาที่เกี่ยวกับการกระจายอำนาจ หรือการปฏิรูปประเทศ เชื่อว่ารัฐบาลและ คสช.คงไม่ขัดข้อง แต่หากเป็นการเสวนาที่เกี่ยวกับการเมือง หรือมีเนื้อหาที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ขอถามว่าเป็นการใช้เสรีภาพที่แท้จริงหรือไม่"





