ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านทุจริตหนุนสมาชิกเอเปค จัดการคดีทุจริตฟอกเงินให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบกฎหมาย
บังคับคดีอาญาข้ามชาติให้เป็นสากล การปรับปรุงระบบดูแลบริหารทรัพย์ยึดมา พร้อมตั้งหน่วยงานดูแล บริหารทรัพย์จากการทำผิด ควบคู่กับการสืบค้นข้อมูลให้แน่นหนาก่อนโยงบุคคลที่3
งานสัมมนาการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้กรอบความร่วมมือกลุ่มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปค เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะว่าด้วยการดำเนินคดีทุจริตและฟอกเงินอย่างมีประสิทธิภาพ วานนี้ (23 ก.ย.) ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอให้เอเปคมีกฎหมายร่วมกัน เพื่ออำนวยความสะดวก ในการติดตามยึดอายัดทรัพย์ที่เกิดจากการทุจริต
นาย รัส ฮาร์ดดิ้ง นักสืบสวนสอบสวนทางการเงิน สำนักงานตำรวจฮ่องกง ให้ข้อมูลในหัวข้อ “รูปแบบและกลยุทธ์การยึดอายัดทรัพย์สินในคดีทุจริต” ว่า การทุจริตฟอกเงินของคนร้ายปัจจุบันอาจอยู่ต่างประเทศ ซึ่งประเทศเจ้าของคดีเข้าไม่ถึง ดังนั้นสมาชิกเอเปค ควรมีระบบกฎหมายสามารถใช้ร่วมกัน (Mutual Legal Assistace:MLA) หรือ เอ็มแอลเอ ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ทั้งนี้ การโอนเงินทั่วโลกตอนนี้ ทำได้ง่าย เงินเคลื่อนที่ได้เร็ว แต่ระบบกฎหมายเปลี่ยนแปลงได้ช้ากว่า คนร้ายใช้วิธีโยกเงินผ่านสถาบันการเงิน ดังนั้นต้องหาวิธีการยึดทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพมารองรับ
“ในฮ่องกงคดีด้านการฟอกเงิน ใครที่ถูกเชื่อว่าอาจประกอบอาชญากรรม ให้ถือว่าประกอบอาชญากรรมแล้ว ถ้าแบงก์ย้ายทรัพย์สิน ช่วยอาชญากรโอนเงินแตะเงินเหล่านี้ แสดงว่าแบงก์ประกอบอาชญากรรมทำให้แบงก์กลัวถูกดำเนินคดี” นายรัส กล่าว
ขณะที่กลุ่มทุจริตฟอกเงินกันแบบมืออาชีพ จะย้ายทรัพย์สินไปไว้ในหลายๆ ที่ จึงจำเป็นต้องให้ศาลอีกประเทศหนึ่งจัดการบังคับคดี ทำให้แต่ละประเทศในกลุ่มเอเปคต้องรู้ระบบกฎหมายของประเทศนั้น ให้มีการยอมรับร่วมกันจึงต้องมีเอ็มแอลเอ และการบังคับคดีอาชญากรรมข้ามชาติ ต้องมีเอ็มแอลเอที่ได้รับการยอมรับระดับสากล
แนะตั้งองค์กรบริหารทรัพย์ที่ถูกยึด
นายเดวิด เกรย์ ผู้จัดการแผนกการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด สำนักงานตำรวจกลางแห่งออสเตรเลีย เห็นว่า ทรัพย์สินจากการก่ออาชญากรรม ต้องมีกระบวนการหรือระบบดูแลทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งควรมีองค์กรภาครัฐ ที่มีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์ ต้องพัฒนากระบวนการระบบดูแลทรัพย์ที่ถูกยึดตั้งแต่ต้นจนจบนอกเหนือจากการมีกฎหมายที่ดีรองรับ
จากประสบการณ์เคยรับผิดชอบศูนย์การค้าที่คิดว่าได้มาจากการทุจริต และผู้จัดการศูนย์การค้าหลบหนีไป ทำให้ทรัพย์นี้ ต้องได้ผู้ชำนาญมีทักษะดูแลเข้ามาช่วย ไม่ควรปล่อยให้ทรัพย์ที่ยึดมาถูกทำลายหรือเสื่อมค่าไปก่อนถูกอายัด
“พอรู้ว่าเจ้าของศูนย์การค้าเป็นผู้ต้องสงสัยทุจริต ผู้จัดการศูนย์การค้าหลบหนีทำให้ไม่มีผู้ดูแลศูนย์การค้า ต้องหาวิธีบริหารจัดการทรัพย์ไม่ให้เสื่อมค่าหาบุคคลชำนาญมาดูแลให้ทรัพย์ทำประโยชน์ต่อไป” นายเดวิดกล่าว
ขายสินทรัพย์ฟอกเงินตั้งกองทุนลงทุน
ทั้งนี้ได้มีการเสนอแนะโมเดลในอุดมคติว่า เพื่อการบริหารดูแลทรัพย์ยึดมาได้ให้ดีที่สุด ผู้พิพากษาอาจโอนทรัพย์ให้หน่วยงานที่ดูแล มีสิทธินำทรัพย์ขายทอดตลาดได้ หลังขายนำมูลค่าทรัพย์บันทึกลงในบัญชี และตั้งผู้จัดการกองทุนลงทุนให้นำเงินที่ได้ไปลงทุน เพื่อให้เกิดดอกเบี้ยงอกเงย เงินจากการขายสินทรัพย์อาจตั้งเป็นกองทุนระยะยาว มีผู้บริหารจัดการกองทุนมืออาชีพเข้ามาบริหาร
“ในกรณีที่เจ้าของทรัพย์ถูกตัดสินว่าไม่ผิด สามารถเอาดอกเบี้ยผลตอบแทนจากการช่วยดูแลทรัพย์ มาใช้ชดเชยความเสียหายได้ และในกรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องมีผู้บริหารสินทรัพย์เลย เพราะจะมีผู้จัดการกองทุนมาดูแลเงินที่ได้จากการขายและเอาเงินที่ได้ไปลงทุนเพื่อให้เกิดกำไร ที่สามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์พัฒนาการดำเนินการจัดการกับการทุจริตฟอกเงินได้ด้วย”
เขาระบุว่าในออสเตรเลียมีกฎระเบียบพื้นฐานให้ผู้สืบสวนสอบสวน อัยการ ตัวแทนเป็นผู้บริหารทรัพย์ ทำความรู้จักชื่อ รู้จักหน้าตา สามารถติดต่อกันทางอีเมล์ เพื่อขอความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งสามารถลดงานด้านเอกสารได้มาก เป็นการสื่อคุยกับบุคคลเกี่ยวข้องได้โดยตรง ถือเป็นสมาชิกเครือข่ายอย่างไม่เป็นทางการได้
แนะตั้งคณะทำงานทำคดีแบบบูรณาการ
ผู้เชี่ยวชาญจากออสเตรเลีย ยอมรับว่าในออสเตรเลียใช้เวลาหลายปีในการทดลอง ตั้งคณะทำงานขึ้นมาแบบผสมผสาน มีทั้งตำรวจและอัยการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต ดึงเอาผู้ร่วมสืบสวนสอบสวนและทนาย เพื่อปรึกษาหารือร่วมกันว่าทำอย่างไร จึงจะดำเนินคดีถึงขั้นศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้การตั้งคณะทำงานและประสานงานกันได้รวดเร็วอย่างไม่เป็นทางการ จะช่วยให้งานเกิดประสิทธิภาพ ช่วยให้การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ที่ยึดมาก่อนจะอายัดนั้น ทำได้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
นายเกรย์กล่าวว่าที่ผ่านมา ตำรวจคิดว่ารู้กฎหมายมากกว่าทนาย ส่วนทนายคิดว่ารู้เรื่องคดีสืบสวนมากกว่าตำรวจ ต่างทำงานลักษณะของตัวเอง จนยากที่จะฟังเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นคณะทำงานต้องทำงานแบบบูรณาการเพิ่มทักษะให้กับทุกฝ่าย
“การขออำนาจศาลเข้าควบคุมทรัพย์สินตั้งแต่ต้น มาตรการขั้นต้นอาจใช้เวลาหลายปีกว่ากระบวนการสิ้นสุดภายใต้กฎหมายออสเตรเลีย หากทางการออสเตรเลียไม่ชนะคดี ผู้ทุจริตระบุว่าเสียหายจากการถูกควบคุม เราอาจต้องชดเชยความเสียหายเชิงเศรษฐกิจให้บุคคลนั้นๆ ถือเป็นปัญหาที่เรายังแก้ไขได้ไม่ดีนัก”
แนะสอบเส้นทางเงินที่มาสินทรัพย์
นายเกียวโม่ ฮอร์เก้ ผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศและที่ปรึกษาโครงการของเอเปค ให้คำแนะนำเรื่องการเตรียมความพร้อมในกรณีมีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตฟอกเงินว่า บุคคลที่ 3 อาจเป็นผู้ถือหุ้น หรือผู้ทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ อาจคัดค้าน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องเข้าใจภูมิหลังของธุรกิจเกี่ยวกับทรัพย์ยึดมา เช่น ถ้าทรัพย์ที่ยึดมาเป็นอสังหาริมทรัพย์ ต้องค้นหาก่อนว่าใครจ่ายเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์นี้ และเงินมาจากไหน เงินอาจอยู่ในมือบุคคลที่ 3 หรืออยู่ในต่างประเทศ ต้องดูความสัมพันธ์ของคนที่เป็นเจ้าของทรัพย์ เขาอาจเป็นตัวแทนหรืออาจเป็นผู้บริสุทธิ์
“ทรัพย์เป็นผลมาจากการทุจริต อาจพิสูจน์ความผิดแล้วไม่ชัด บุคคลที่เกี่ยวข้องพยายามซ่อนทรัพย์จากทางการ หรือเจ้าของทรัพย์อย่างเป็นทางการอาจไม่ใช่เจ้าของจริง คนเป็นเจ้าของต้องพิสูจน์ให้เห็นทรัพย์ว่าได้มาถูกต้องอย่างไร ใช้เงินที่ไหนซื้อมา และอาจมีการใช้นอมินีหรือการให้ของขวัญหรือไม่” นายเกียวโม่กล่าว
ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมกรณีการยึดทรัพย์เกี่ยวข้องบุคคลที่ 3 ก็เพื่อลดความเสี่ยงให้มีคดีเล็กคดีน้อยที่จะตามมาจากการทำคดีต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะคดีต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ หากเกิดขึ้น อาจทำให้คดีทุจริตเป็นคดีหลักใช้เวลาเนิ่นนานมากขึ้นในการดำเนินการ
ขณะเดียวกันนางสาวคลอเดีย ออร์เทก้า ที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐชิลี กล่าวในหัวข้อ “แนวทางปฏิบัติที่ดีของเศรษฐกิจเอเปค ในการยึดและอายัดทรัพย์คดีทุจริต” ด้วยการเสนอแนะประสบการณ์ ว่าวิธีการยึดทรัพย์ และการบีบเค้นจากผู้กระทำผิด ด้วยการจำคุกผู้ทำผิดในช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะนานประมาณ 6 เดือน เป็นอีกทางหนึ่งทำให้ผู้ทำผิดไม่สามารถโอนเงินหนี และคนเหล่านี้อึดอัดกับการที่เขาไม่สามารถใช้เงินได้
“การจำคุกไว้ช่วงหนึ่ง ไม่ให้สามารถโอนเงินหรือใช้จ่ายเงินได้ หากไม่อาจใช้จ่ายได้ตามปกติ จะทำให้ผู้กระทำผิดบางคนเริ่มให้ความร่วมมือกับตำรวจ กลายเป็นแหล่งข่าวจับกุมคนอื่นๆ ในกลุ่มที่ทำผิดด้วย ดังนั้นหากไม่มีการยึดทรัพย์คู่ขนานไปกับการจับกุม อาจทำให้การดำเนินคดีทุจริตใช้เวลาสะสางนานมาก”





