'ปลัดยุติธรรม'เก้าอี้ที่'ประยุทธ์'ต้องตัดสินใจ

'ปลัดยุติธรรม'เก้าอี้ที่'ประยุทธ์'ต้องตัดสินใจ

ใครเป็นปลัดยุติธรรม และใครจะมาเป็นอธิบดีดีเอสไอ..งานนี้ผู้ตัดสินใจคือ พล.อ.ประยุทธ์

หลังกระแสแต่งตั้งปลัดกระทรวงยุติธรรม กับ อธิบดีดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ถูกปั่นออกจากแนวรั้วปทุมวันตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อนว่า พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีดีเอสไอ เตรียมเก็บของย้ายห้องทำงานเข้าคุมบังเหียนกระทรวงตาชั่ง เพื่อปูนบำเหน็จก่อนเกษียณในปี 58 นั้น

หากข่าวดังกล่าวเป็นจริง คนในอย่าง ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ที่รักษาการปลัดยุติธรรมมาตั้งแต่ 2 ก.ค. ก็ต้องหลีกทางด้วยเหตุผลแสนง่าย คือ ชาญเชาวน์ยังเด็ก เหลืออายุราชการอีก 2 ปี

ส่วนผู้ที่จะมาสวมตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอแทน พล.ต.อ.ชัชวาลย์ มีการขานชื่อ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร.ที่เพิ่งพลาดเก้าอี้ ผบ.ตร. เหตุผลหลักวิจารณ์กันในวงกว้างเพื่อกรุยทางการก้าวสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.ให้กับ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่มีชื่อขึ้นรอง ผบ.ตร.ในการแต่งตั้งโยกย้ายเที่ยวล่าสุดนี้

ขณะที่ พล.ต.อ.เอก มีอายุราชการเหลืออีก 2 ปี น่าจะมีเวลาทำงานต่อเนื่องในดีเอสไอได้ดีกว่าตัวเลือกอื่นๆ ที่เหลืออายุราชการเพียงปีเดียว

แต่เมื่อเวลาจวนเจียนจะส่งวาระเข้าสู่ที่ประชุม ครม. กลับเกิดปัญหาเคาะไม่ลงตัว หาตัวอธิบดีดีเอสไอไม่ได้ เพราะ พล.ต.อ.เอก ยืนกระต่ายขาเดียวปฏิเสธเสียงแข็ง เก้าอี้เจ้าปัญหาถูกโยนกลับไปให้ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการศึกษา ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) ซึ่งเคยมีชื่อติดโผอธิบดีดีเอสไออีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ชื่อของ พล.ต.ต.อำนวย ก็ถูกเสนอให้เข้าชิงเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอมาแล้ว แต่ คสช.ตัดสินใจเลือก พล.ต.อ.ชัชวาลย์ เพื่อขยับหมากในกระดานเปิดทางให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ขึ้นเป็น ผบ.ตร. มาถึงวันนี้ พล.ต.ต.อำนวย ซึ่งกำลังขยับขึ้นเป็น ผบช.ภ.1 ครองยศพลตำรวจโท กับอายุราชการที่เหลืออีกเพียง 1 ปี เปรียบเทียบกันแล้วโอนย้ายมาดีเอสไอถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย เพราะองค์กรมีปัญหาภายใน

ทางด้านชาญเชาวน์ ซึ่งก่อนหน้ามีข่าวระแคะระคายว่า มีผู้นำเสนอข้อมูลบางประการต่อฝ่ายบริหารทำนองว่ามีใจเอนเอียงฝักใฝ่ขั้วการเมืองเก่า และอาจไม่สนองนโยบายได้อย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้งชาญเชาวน์ยังถูกมองว่ามีความถนัดจำกัดในด้านกฎหมายกับยุติธรรมชุมชนเท่านั้น แต่ไม่มีประสบการณ์สายปราบปราม

ขณะที่กระทรวงยุติธรรมยุคปัจจุบันต้องรับผิดชอบงานหลากหลาย ไม่ใช่แค่งานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ บังคับคดี คุมประพฤติ หากยังก้าวกระโดดไปคุมงานปราบทุจริต ยาเสพติด และฟอกเงินซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานความมั่นคง อาจทำได้ไม่ดี กระทรวงยุติธรรมจึงต้องการผู้นำองค์กรให้ก้าวไปสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน ไม่จำกัดวงว่าปลัดกระทรวงต้องเป็นนักกฎหมาย มาจากผู้พิพากษาหรืออัยการเท่านั้น จะให้ตำรวจเข้ามาลองบ้างคงไม่อยู่เหนือความคาดหมาย

เมื่อมาถึงโค้งสุดท้าย ชาญเชาวน์จึงพยายามฮึดสู้ หลังคนในกระทรวงตาชั่งรวมตัวกันต้านคนนอก เพราะถ้าปิดทางคนนอกได้สำเร็จ เท่ากับว่าเก้าอี้รองปลัดจะว่างลงอีก 1 ตัว วาระนี้จึงเป็นเรื่องขององค์กร ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล นำไปสู่การโยนคำถามกลับไปยังฝ่ายบริหารว่า ถ้ามองว่าคนนอกเหมาะสมก็ขอให้ระบุเหตุผลชัดๆ แต่ถ้าโยกคนนอกมาเพื่อแก้ปัญหาของหน่วยงานอื่น แล้วสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ก็ลองดู

ล่าสุดมีการโยนหินถามทางให้ ชาญเชาวน์ ขยับไปครองซี 11 ในตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยอ้างถึงความเหมาะสมจากการมีบทบาทในงานด้านสิทธิมนุษยชน งานยุติธรรมชุมชน ซึ่งชาญเชาวน์เคยรับผิดชอบงาน "ยุติธรรมส่วนหน้า" ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาถึง 5 ปี

ถ้าออกมาในสูตรนี้ก็เข้าทางตามท้องเรื่องเดิมที่เคยมีกระแสย้าย วิบูลย์ สงวนพงษ์ พ้นเก้าอี้ปลัดมหาดไทย ดึง ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. เสียบแทน

ส่วนเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอที่ฝ่ายบริหารกวาดตามองเพื่อเฟ้นหา "อัศวินขี่ม้าขาว" จากรั้วปทุมวันนั้น เริ่มมีการปลุกกระแสจากในฟากกระทรวงยุติธรรมว่า คนในที่มีความสามารถและมีความพร้อมก็ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เช่น พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งทั้ง 2 คนล้วนเคยผ่านประสบการณ์เป็นรองอธิบดีดีเอสไอมาแล้วทั้งสิ้น

กลายเป็นว่าวาระแต่งตั้งปลัดยุติธรรมตำแหน่งเดียว เกี่ยวพันไปในหลายส่วนราชการ จนต้องพักหลบลมร้อน เลื่อนวาระออกไปอีก 1 สัปดาห์ ทอดเวลาให้ลุ้นกันใหม่อังคารหน้า 30 ก.ย.

งานนี้ผู้ตัดสินใจว่าต้องการได้ใครเป็นปลัดยุติธรรม และใครจะมาเป็นอธิบดีดีเอสไอ คงไม่ใช่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เจ้ากระทรวงตาชั่ง แต่เป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

..................

2 กระแสกดดัน "ชาญเชาวน์"

ความไม่ลงตัวในตำแหน่งปลัดยุติธรรม จะว่าไปมีความเคลื่อนไหวมาจาก 2 ด้าน 2 กระแส

หนึ่ง คือ ความรู้สึกของรัฐมนตรีที่ไม่ค่อยปลื้ม พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ในบทบาทอธิบดีดีเอสไอ แต่ปรากฏว่าเป็นสายแข็ง ย้ายออกไม่ได้ ยกเว้นให้ไปในลักษณะใหญ่ขึ้น จึงมีความพยายามดันไปแขวนเป็นปลัดกระทรวง ซึ่งตามโครงสร้างปัจจุบันไม่ได้มีอำนาจอยู่จริงสักเท่าไร ทั้งนี้เพื่อเปิดทางให้นายตำรวจจากกลุ่ม นรต.รุ่น 31 รุ่นเดียวกับ ผบ.ตร.และรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง (ตท.15) มานั่งเป็นอธิบดีแทน จึงมีชื่อ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน (นรต.31) เป็นแคนดิเดต

สอง คือ การหาช่องทางผงาดขึ้นเป็นปลัดกระทรวงของ นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. เพราะ ศอ.บต.ไม่มีอะไรท้าทายสำหรับนายภาณุอีกแล้ว และยุคนี้เป็นยุคใช้ทหารเสมือนหนึ่ง "ยาสามัญประจำบ้าน" ในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ บทบาทของ ศอ.บต.จึงลดฮวบฮาบ (เลขาฯต้องนั่งที่ กทม. ไม่ต้องลงใต้ด้วยซ้ำ)

แต่การจะขึ้นปลัดมหาดไทย ก็เจอสายแข็งอย่าง นายวิบูลย์ สงวนพงษ์ จึงมีความพยายามโยกมาที่เก้าอี้ปลัดยุติธรรมแทน แล้วย้ายสลับนายชาญเชาวน์ไปนั่งเลขาธิการ ศอ.บต. โดยอ้างประสบการณ์ที่เคยผ่านงานภาคใต้มา

งานนี้ไม่ว่าสูตรไหน คนที่รับเคราะห์ก็คือ ว่าที่ปลัดฯชาญเชาวน์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย!