ครม.ไฟเขียว ให้ไทยลงนามเอ็มโอยู ว่าด้วยพลังงานของไทยกับไอเออีเอ เสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้ปท.
น.พ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (23 ก.ย.) ได้เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้องรวม 4 ฉบับด้วยกัน ซึ่งแถลงการณ์ฉบับแรก เน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงของอาเซียน และการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
รวมทั้งการผลักดันเชื่อมโยงพลังงานภายในอาเซียน ส่วนร่างแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เป็นแถลงการณ์่ร่วมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 11 เป็นเรื่องการแบ่งบันข้อมูลพลังงานสำรองภายในอาเซียน และร่างแถลงการณ์ฉบับที่ 3 เป็นแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 8 เป็นเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาโครงการเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อการขนส่ง และการความร่วมมือด้านพลังงานในอนาคต และร่างแถลงการณ์ฉบับที่ 4 เป็นร่างแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนกับทบวงพลังงานระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนพลังงานก๊าซธรรมชาติ และศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค
น.พ.ยงยุทธ กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วม ว่าด้วยโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าระหว่างไทย ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้ลงนามให้การรับรองแถลงการณ์ร่วมฉบับดังกล่าว ในการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 32 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22 - 24 กันยายนนี้ ที่ สปป.ลาว ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์คือการศึกษาความเป็นไปได้การซื้อขายไฟฟ้าข้ามแดนระหว่าง 4 ประเทศ และจัดตั้งคณะทำงานนำร่องศึกษาในเรื่องดังกล่าว เพื่อศึกษาศักยภาพและความเป็นไปได้ของลาวไปยังสิงคโปร์ ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของอาเซียน
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังได้เห็นชองร่างบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ว่าด้วยพลังงานของไทยกับไอเออีเอ โดยที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้ลงนาม โดยจะมีขึ้นระหว่างการประชุมการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 32 โดยครอบคลุมสาขาพลังงานน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ กรอบแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรการต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน จะส่งผลพัฒนาเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืน ให้รับต่อสถานการณ์พลังงานของโลก อย่างไรก็ตาม เอ็มโอยูฉบับนี้ไม่ได้มุ่งสร้างความผูกพันทางกฎหมายแต่อย่างใด





