(รายงาน) บังคับใช้ก.ม."อ่อนด้อย" ปราบแก๊งข้ามชาติเหลว
ในเวทีสัมมนา "อาชญากรรมโฉมใหม่ : ประเทศไทยจะรับมืออย่างไร" ที่ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ ทีไอเจ จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้นั้น
นอกจากจะเผยให้เห็นปัญหาอุปสรรคในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว ในการนำเสนอประเด็นเรื่อง "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศไทย" และการอภิปรายหัวข้อ "ความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการกับอาชญากรรมโฉมใหม่" ยังสะท้อนปัญหา "การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ" ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
นายประวิทย์ ร้อยแก้ว อัยการผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการศูนย์พันธกิจประชาคมอาเซียน สำนักงานอัยการสูงสุด บอกว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นหลายคนอาจมองเป็นปัญหายิบย่อย แต่จริงๆ แล้วเป็นปัญหาใหญ่ แม้กระทั่งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ไทยเป็นสมาชิกประเทศสุดท้ายที่ให้สัตยาบัน อนุสัญญาระหว่างภูมิภาคว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องตามพยานในการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่หลังจากให้สัตยาบันแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าในปรับ "ระบบกฎหมาย" ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมา
อีกกรณีคือ ผู้ต้องหาต่างชาติได้รับการประกันตัวไปแล้วหนีประกันก็มาสู่เรื่อง "การส่งผู้ร้ายข้ามแดน" ถามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะทำให้กลไกการส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีประสิทธิภาพก็มีพยายามจะดำเนินการในเรื่องนี้อยู่
ดังนั้นการดำเนินการในปัจจุบันนี้คือนำตัวไปเก็บไว้ในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียนชอบทำกันแบบนี้ ส่วนจะเกิดผลกระทบในเรื่องใดบ้างอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปศึกษาดู ก็หวังว่าจะมีความตื่นตัวในเรื่องนี้กันมากขึ้น
เขาบอกว่า เมื่อเกิดอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่มีข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายคือเขตแดนอำนาจของรัฐ แต่ในกลุ่มประเทศอาเซียนยังไม่มีความร่วมมือกันในประเด็นนี้
ขณะที่เรื่อง "ฐานข้อมูล" นั้นขณะนี้กำลังมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ โดยเชื่อมโยงกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อัยการ และศาล เริ่มจากเรื่องการค้ามนุษย์ทั่วประเทศก่อน
เขาเชื่อว่าหากมีการผลักดันให้ครอบคลุมอาชญากรรมรูปแบบอื่น และเชื่อมข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้านได้ก็จะเกิดประโยชน์กับประเทศมากยิ่งขึ้น
เขาเสนออีกว่า สำหรับการคุ้มครองเหยื่ออาชญากรรมนั้น ผู้เสียหายชาวไทยหรือใครก็ตามที่ตกเป็นผู้เสียหายอยู่ในประเทศไทยก็จะได้รับการดูแลดี แต่เมื่อตกเป็นผู้เสียหายในต่างประเทศกลับไม่มีหน่วยงานใดไปดูแล ระบบการติดตามตรวจสอบตรงนี้น่าจะทำขึ้น
ส่วนเรื่องหมายจับ หรือพยานหลักฐานในการดำเนินคดีในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นมีระบบกฎหมายแตกต่างกัน จะทำอย่างไรให้ระบบของแต่ละประเทศสอดคล้องต้องกัน ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคเวลาทำคดีอาชญากรรมข้ามชาติ
เช่นเดียวกับกรณีการส่งพยานไปสืบพยานในต่างประเทศ กฎหมายเปิดช่องให้มีการสืบพยานผ่านวีดิโอ คอนเฟอเรนซ์ ตรงนี้ทำได้มากน้อยแค่ไหน และการรับฟังพยานหลักฐานส่วนนี้ทำได้มากน้อยแค่ไหน
เขาบอกว่า ประเด็นต่างๆ ที่นำเสนอมานั้นอยากฝากทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักวิชาการ ให้ช่วยพัฒนาต่อยอด เพราะอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมก้าวผ่านอาชญากรข้ามชาติ
"ผมพูดเสมอในทุกเวทีว่า อาชญากรมีเน็ตเวิร์ค พวกลอว์เอ็นฟอซเมนต์ของเรา เราใช้ความเป็นเน็ตเวิร์คของเรายังอ่อน ยังด้อย"
ด้าน นายเจอรามี ดักกลาส ตัวแทนยูเอ็นโอดีซี ด้านยาเสพติดและอาชญากรรม ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี นั้น ยูเอ็นได้ปรับบทบาทมาให้ความสำคัญกับอาชญากรรมข้ามชาติมากขึ้น เพราะมีความรุนแรงถึงขึ้นเป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะปัญหาค้ามนุษย์ ยาเสพติด ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และทรัพยากรธรรมชาติ
เขายังย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศใน 2 เรื่องหลักๆ คือ การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเรื่องยาเสพติด และจะพยายามขับเคลื่อนกฎหมาย อนุสัญญา ระหว่างประเทศไปสู่การปฏิบัติ
"นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติให้ความสำคัญกับอาชญากรรมข้ามชาติมาก ถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแลเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาร่วมกัน"





