ตำรวจส่งสำนวน"7ชายชุดดำ"ครอบครองและใช้อาวุธปืน-ระเบิดให้อัยการสั่งคดี รออัยการกำหนดนัดฟังคำสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง
พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.1 บก.ป. ได้นำสำนวนการสอบสวน และพยานเอกสารหลักฐาน 2 แฟ้ม รวม 777 แผ่น กลุ่มชายชุดดำที่มีและใช้อาวุธปืน ช่วงที่มีการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) บริเวณราชดำเนินและแยกคอกวัว เมื่อปี 2553 พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี อายุ 45 ปี , นายปรีชา หรือไก่เตี้ย อยู่เย็น อายุ 24 ปี , นายรณฤทธิ์ หรือนะ สุริชา อายุ 33 ปี , นายชำนาญ หรือเล็ก ภาคีฉาย อายุ 45 ปี , นางปุณิกา หรืออร ชูศรี อายุ 40 ปี , นายธนเดช หรือไก่รถตู้ เอกอภิวัชร์ อายุ 39 ปี และนายวัฒนะโชค หรือโบ้ จีนปุ้ย อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาที่ 1-7 ในความผิดฐาน ร่วมกันมี และใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และพาอาวุธปื วัตถุระเบิดไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฯ พ.ศ. 2490 ขณะที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง นายธัมมรัตน์ หรือดำ สุ่มศรี อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาที่ 8 ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว มาส่งมอบให้นายกมล ธรรมเสรีกุล อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญ เพื่อพิจารณาสั่งคดีตามขั้นตอน
โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ได้ส่งมอบสำนวนให้สำนักงานอัยการคดีอาญา4 รับผิดชอบพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว ซึ่งอัยการจะได้กำหนดวันนัดฟังการสั่งคดีต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ 1-5 คือนายกิตติศักดิ์ , นายปรีชา , นายรณฤทธิ์ , นายชำนาญ และนางปุณิกา มาฝากขังต่อศาลอาญาครั้งแรก ขณะนี้จึงถือว่าตัวอยู่ในอำนาจของศาล ซึ่งทั้งหมดไม่ได้รับการประกันตัว โดยขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วนนายธนเดช และนายวัฒนะโชค ผู้ต้องหาที่ 6-7 ศาลอาญาได้ออกหมายจับแล้ว แต่ตัวยังหลบหนี
ขณะที่อัยการ มีเวลาพิจารณาสำนวนเพื่อมีความเห็นสั่งคดีได้ตามระยะเวลาฝากขัง ซึ่งการฝากขังครั้งแรกจะครบกำหนดวันที่ 24 ก.ย.นี้ โดยยังสามารถฝากขังได้อีก 6 ครั้งๆ ละ12 วัน เป็นเวลา 72 วัน แต่หากเมื่อครบกำหนดระยะเวลาฝากขังทั้งหมด 7 ครั้ง 84 วันแล้ว อัยการยังไม่สามารถทำความเห็นสั่งคดีได้ ก็จะต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไปก่อน และหากมีคำสั่งให้ฟ้องก็จะต้องประสานพนักงานสอบสวนกองปราบปรามติดตัวมายื่นฟ้องต่อศาลอาญาในภายหลัง





