วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'นิด้า'เปิดตัวโมเดลปฏิรูปประเทศไทย16ด้าน

"นิด้า" เปิดตัวโมเดลปฏิรูปประเทศไทย 16 ด้าน พร้อมเผยร่างปฏิรูปการเมือง ยุติธรรม บริหารราชการแผ่นดิน

ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คณาจารย์ของสถาบัน นำโดย นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้า ฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมแถลงข่าวเปิดนิด้าโมเดล ปฏิรูปประเทศไทย 16 ด้าน

โดยนายประดิษฐ์ กล่าวว่าบทบาทของสถาบันนิด้าที่ต้องดำเนินการ คือ หาข้อมูลและปัญหาประเทศที่ควรแก้ไขปรับปรุง โดยนักวิชาการของสถาบันตระหนักถึงข้อมูลการพัฒนา เมื่อพิจารณาย้อนหลังพบว่าหลายประเทศที่เมื่อ 30-40 ปีที่ล้าหลังกว่าประเทศไทย แต่ปัจจุบันกลับมีขีดความสามารถการแข่งขันที่เหนือกว่าประเทศไทย หากไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนรุ่นหลังจะอยู่อย่างไร ดังนั้นอาจากรย์ของสถาบันที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ จึงร่วมเสนอแนะแนวทางปฏิรูป จำนวน 16 ด้าน อาทิ ด้านปฏิรูปการเมือง, ด้านการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชั่นและสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารประเทศ, ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ด้านการฏิรูปการริหารราชการแผ่นดิน, ด้านการปฏิรูปการศึกษา, ด้านปฏิรูปด้านข้อมูลข่าวสาร, ด้านปฏิรูปการท่องเที่ยว, ด้านปฏิรูปสิ่งแวดล้อม, ด้านปฏิรูปพลังงาน เป็นต้น

"ภายในปลายเดือนกันยายน นี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปต่อผลการศึกษาและข้อเสนอการปฏิรูปทั้ง 16 ด้าน รวมถึงการเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ในแนวทางต่าง จากนั้นจะส่งไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนนายกฯ จะส่งต่อให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือไม่ต้องรอดู อย่างไรก็ตามข้อเสนอแนะต่อแนวทางการปฏิรูปที่สถาบันนิด้าดำเนินการถือว่ามีความเป็นรูปธรรมที่สุด นอกจากนั้นแล้วสสถาบันฯรวมถึงยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่อการมีส่วนร่วมปฏิรูปประเทศไทย" นายประดิษฐ์ กล่าว

นายประดิษฐ์ กล่าวด้วยว่าถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่พบว่าในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป มีบุคคลที่เป็นอาจารย์และศิษย์เก่าจากสถาบันนิด้า มากถึง 31 คน ถือว่าเป็นจำนวนมากที่สุดหากนับตัวแทนจากสถาบันการศึกษาอื่นๆ ยกเว้นสถาบันของทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในงานแถลงข่าวเปิดตัวนิด้าโมเดล ปฏิรูปประเทศไทย มีร่างข้อเสนอที่ประกอบด้วยรายละเอียดแบบย่อของการปฏิรูปใน 3 ด้านที่สำคัญ คือ1.ด้านการเมือง ที่เสนอโดยนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เสนอว่าการปฏิรูปการเมืองต้องทำใน 2 แนวทาง ได้แก่ 1.ปฏิรูประบบพรรคการเมือง คือให้พรรคการเมืองไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของนายทุน ด้วยการกำหนดให้ประชาชนสามารถบริจากเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนเงินที่เสียภาษีให้แก่พรรคการเมืองที่สนับสนุน รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้พื้นที่ใดเป็นของพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองที่จะส่งคนลงเลือกตั้งต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศหรืออย่างน้อยร้อยละ 1 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละจังหวัด ขณะที่การคัดเลือกผู้สมัครต้องให้ที่ประชุมตัวแทนพรรคแต่ละจังหวัดเป็นผู้คัดเลือก และ2.ปฏิรูประบบและกระบวนการเลือกตั้ง ด้วยการใช้ระบบ E-Voting มาใช้ในการลงคะแนนและให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรีได้โดยตรง ส่วนการเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้ใช้ระบบบัญชีรายชื่อจังหวัด โดยพรรคการเมืองจะส่งจำนวนผู้สมัครตามสัดส่วนประชากร ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิ์ผู้ที่จะลงเลือกตั้งแบบอิสระ ส่วนวุฒิสมาชิกต้องมาจากการเลือกตั้งขององ์กรวิชาชีพตามกฎหมายทั้งหมด เพื่อให้ปลอดจากอิทธิพลของพรรคการเมือง

2.ด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เสนอโดยนายบรรเจิด สิงคะเนติ ด้วย 3 วิธี คือ 1.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการป้องกันอาชญากรรมและระงับข้อพิพาท รวมถึงสร้างการตรวจสอบถ่วงดุลท่ีเหมาะสมโดยองค์กรกึ่งตุลาาการ 2.เพิ่มบทบาทให้พนักงานอัยการกลั่นกรองกฎหมาย หรือมีส่วนร่วมกับตำรวจในการทำหน้าที่ นอกจากนั้นต้องกระจายอำนาจไปยังบุคลากรในองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวนสอบสวน และ 3.ต้องเพิ่มกระบวนการคุ้มครอง เยียวยาเหยื่อจากกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสมและเพียงพอ

3.ด้านการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอโดยนายอุดม ทุมโฆสิต ด้วยการสร้างความเข้มแข็งและสร้างธรรมาภิบาลของรัฐ ได้แก่ 1.จัดระบบการเข้าสู่อำนาจที่ดี โดยใช้ระบบมืออาชีพมาใช้กับตำแหน่งบริหารทุกตำแหน่ง รวมถึงมีระบบวัดผล ชี้วัด ประเมินผลงานในทุกตำแหน่ง นอกจากนั้นต้องสังคยานาระบบธรรมาภิบาลของรัฐอย่างบูรณาการ ทั้งด้านความซื่อสัตย์, การใช้อำนาจรัฐ และความเป็นธรรมการได้รับประโยชน์และการมีส่วนร่วมขของประชาชน, 2.กระจายอำนาจไปสู่ประชาชน ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชนมีส่วนร่วมคิดค้นและวิจัยปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงให้บทบาทองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นต่อการบริหารอย่างอิสระ นอกจากนั้นต้องยกเลิกระบบบริหารส่วนภูมิภาคระดับจังหวัดและระดับอำเภอ และสนับสนุนให้จังหวัดใช้หลักบริหารราชการแผ่นดินภายใต้หลักการปกครองท้องถิ่น ที่มุ่งให้ประชาชนพึ่งตนเองและปกครองตนเองในส่วนที่เกี่ยวกับทุกข์สุขของตนเองโดยไม่ปฏิปักษ์กับรัฐ และให้จัดตั้งสภาปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ (สทช.) เป็นองค์รระบบไตรภาค คือ ผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลาง, ผู้แทนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีนายกฯ เป็นประธาน และ 3.แก้ไขความพิการเชิงโครงสร้างของระบบบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการ ปรับบบาทการบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใหม่ โดยยุบรวมหน่วยงานระดับกระทรวงที่มีบทบาทหน้าที่ที่สัมพันธ์กันในแนวราบให้เป็นหน่วยงานเดียวกัน และตั้งกรรมการเฉพาะกิจเพื่อดูแลภารกิจอย่างบูรณาการ , ปรับบทบาทการบริหารราชการส่วนกลางและภูมิภาคใหม่ โดยเปลี่ยนหน่วยงานที่มีบทบาทให้การบริการกับประชาชน ไปเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางและกำกับดูแลให้ไปทิศทางที่ต้องการ ส่วนการบริหารนั้นให้เป็นหน้าที่ขององค์กรมหาชน และถ่ายโอนให้ อปท.ไปทำหน้าที่แทน