เคาะสปช.จังหวัดวันนี้ คสช.สั่งปิดลับห้ามชื่อหลุด-หวั่นเกิดความวุ่นวาย
ทีมสรรหาสปช.ระดับจังหวัด เคาะ 5 รายชื่อวันนี้ เผยคสช.สั่งปิดเป็นความลับ หวั่นรายชื่อรั่วไหลแล้วเกิดเหตุความวุ่นวายตามมา ขณะที่ทีมสรรหาสปช. 10 ด้านประชุมรอบสองวันนี้ คาดยังไม่เคาะรายชื่อ โพลชี้คนส่วนใหญ่หนุนสปช.จบปริญญาตรี มาจากทุกสาขาอาชีพ "อภิสิทธิ์"แนะรัฐคุมเข้มใช้งบ-เปิดเผยโครงการเพื่อความโปร่งใส
นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ในช่วงเช้าวันที่ 15 ก.ย.นี้ ที่กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1พัน4รอ.) ทางคณะกรรมการสรรหาสปช.ทุกด้าน ยกเว้นคณะกรรมการสรรหาด้านการเมือง จะประชุมนัดที่สองเพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ถูกเสนอชื่อเข้าสรรหา สปช.หลังจากเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านได้ประชุมหารือกัน เพื่อวางแนวทางและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกสปช.แต่ละด้านไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการประชุมครั้งนี้น่าจะยังไม่สามารถพิจารณาเพื่อคัดเลือกรายชื่อ ให้แต่ละด้านเหลือ 50 คนได้ เนื่องจากหลายด้านมีผู้ได้รับการเสนอชื่อจำนวนมาก อาทิ ด้านการศึกษา และด้านอื่นๆ ดังนั้นจึงคาดว่าน่าจะมีการประชุม 2-3 ครั้ง จึงจะพิจารณาคัดเลือก ให้เหลือด้านละ 50 รายชื่อก่อนที่จะเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้พิจารณาคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้าย
ส่วนการสรรหาสปช.ประจำจังหวัด ได้รับรายงานว่าขณะนี้ข้อมูลทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่รอการประชุมเพื่อคัดเลือกรายชื่อที่จะเสนอต่อคสช.จังหวัดละ 5 คน ซึ่งก็คาดว่าจะมีการประชุมในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ทั้งนี้สำหรับกระบวนการสรรหาสปช.นั้น ทางคสช.ได้กำชับเรื่องของความลับในการคัดเลือกรายชื่อว่าไม่ควรรั่วไหล เพราะจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น
เลขาธิการกกต.กล่าวว่า ทางสำนักงานกกต.ได้เน้นย้ำไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จว.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด ให้แจ้งคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดระมัดระวังเรื่องนี้ให้มากที่สุด อีกทั้งเมื่อแต่ละจังหวัดคัดเลือกรายชื่อเสร็จแล้วทางผู้อำนวยการการเลือก ตั้งประจำจังหวัดต้องถือหนังสือรายชื่อนำมาส่งที่สำนักงานกกต.โดยต้องปิด ผนึกเป็นหนังสือลับ ซึ่งสำนักงานกกต.ยังจะไม่เปิดหนังสือดังกล่าว รวมทั้งรายชื่อของคณะกรรมการ สรรหาทั้ง 11 ด้าน จนกว่าคสช.จะมีคำสั่งให้รวบรวมรายชื่อเพื่อส่งให้คสช.
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีความกังวลเรื่องความลับรั่วไหล แต่ก็เชื่อว่าคณะกรรมการสรรหาทุก ด้านคงจะไม่ทำให้เกิดข้อบกพร่องในประเด็นนี้
ประชาชนหนุนสปช.จบป.ตรี.-หลากหลาย
ด้านศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “คณะกรรมการสรรหาฯ ควรเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)อย่างไร ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 ก.ย. จากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,247 ตัวอย่าง
ผลพบว่า ประชาชน 60.55% เห็นว่า คนที่เข้ามาเป็นสปช.ควรจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 35-50 ปี รองลงมา 30.31% ระบุว่า อายุระหว่าง 51-60 ปี นอกจากนี้ยังได้สำรวจถึงระดับการศึกษาสูงสุดของสปช. พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 59.10% ระบุว่าเห็นควรว่าต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี รองลงมา 16.20 % ระบุว่า จบการศึกษาระดับปริญญาโท 8.90% ระบุว่าได้ทุกระดับการศึกษา ขอให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทำงานเป็นคนดี มีคุณธรรมและมีความซื่อสัตย์ 7.30% ระบุว่าจบการศึกษาระดับปริญญาเอก 4.33% ระบุว่าต่ำกว่าปริญญาตรี
สำหรับสัดส่วนอาชีพของสปช. 36.09% ระบุว่า ต้องการให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เน้นเจาะจงเฉพาะกลุ่มอาชีพใดอาชีพหนึ่ง รองลงมา 14.27% ระบุว่า เป็นกลุ่มเกษตรกรชาวประมง ผู้ใช้แรงงาน 13.39% ระบุว่าเป็นกลุ่มข้าราชการทั้งอดีตและปัจจุบัน 10.26% ระบุว่าเป็นกลุ่มนักวิชาการ 7.78% ระบุว่าเป็นกลุ่มทหาร-ตำรวจ ฯลฯ
ทั้งนี้เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อ การเข้ามาของสปช.ที่อาจประกอบไปด้วยคู่ขัดแย้งทางการเมืองทุกฝ่ายในอดีต พบว่าประชาชนครึ่งหนึ่ง หรือะ 50.92% ระบุว่าไม่ควร เพราะต่างฝ่ายต่างยึดติดในเรื่องของความคิดเห็นหรือทัศนคติที่ขัดแย้งกันในอดีตที่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งกัน และปัญหาก็จะไม่รู้จักจบสิ้นควรเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเป็นกลาง 38.09% ระบุว่าควร เพราะจะได้มีความคิดเห็นที่มาจากหลากหลายกลุ่มมีการถ่วงดุลความคิดเห็นกันต้องการให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคีและ 10.99% ไม่ระบุไม่แน่ใจ
นายกฯมอบนโยบายบิ๊กขรก.พุธนี้
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้นัดมอบนโยบายรัฐบาล ต่อหัวหน้าส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ วันที่ 17 ก.ย. ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล หลังจากวันที่ 15 ก.ย.การทำงานของคณะรัฐมนตรีดำเนินการได้เต็มที่ หลังจากรัฐมนตรีทุกคนเข้าทำงานในแต่ละกระทรวงแล้ว และเวลาฮันนีมูนของรัฐบาลหมดลงแล้ว
ม.ล.ปนัดดา ยังกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ว่า นายกรัฐมนตรีกำชับเรื่องนี้หลายครั้งแม้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ โดยเน้นย้ำให้ข้าราชการเป็นที่ศรัทธาของประชาชน ซึ่งตรงกับที่ตนเองเคยพูดเรื่องนี้จนมีคนล้อว่าเป็นแผ่นเสียงตกร่อง แต่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องเน้นย้ำเรื่องนี้ เพราะเรื่องการทุจริตทำให้ประเทศไทยตกต่ำลงมาก
เมื่อถามต่อว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการทุจริต แต่เหตุใดยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงระบบเสียงห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบแล้ว ไม่อยากให้ส่วนราชการขัดแย้งกันเอง
"อภิสิทธิ์"แนะรัฐจัดสรรงบโปร่งใส
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 ในวาระ 2-3 ที่จะเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 16 ก.ย.ว่า จากที่ติดตามเห็นว่ามีการปรับลดงบประมาณอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ประชาชนสนใจติดตามคือการใช้จ่ายงบประมาณมากกว่า เพราะจะมีงบประมาณส่วนหนึ่งซึ่งเป็นงบกลางที่เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีที่จะอนุมัติ
"คนที่มีอำนาจก็ต้องพยายามดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนว่าจะตัดสินใจจัดสรรไปใช้ในโครงการใด และสำคัญคือจะต้องมีการเปิดเผยโครงการต่างๆ ให้เกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอน"
อยากเห็นสปช.คุณสมบัติตรงกับการปฏิรูป
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า อยากให้คณะกรรมการสรรหาดูหลักเกณฑ์เรื่องความรู้ความสามารถให้ตรงกับด้านต่างๆ ที่จะดำเนินการเรื่องการปฏิรูป และอยากให้มีตัวแทนด้านต่างๆ ที่มีความหลากหลายด้านความคิดเห็น เช่นด้านพลังงาน ด้านการศึกษา จะมีหลายกลุ่มได้มีโอกาสเข้ามาเป็น สปช. เพราะหากไม่ดึงทุกกลุ่มเข้ามาร่วม อาจจะมีปัญหาตามมาในอนาคตได้ ขณะเดียวกันเวลาที่มีกระบวนการสรรหา ก็มักจะมีข่าวเรื่องการล็อบบี้เกิดขึ้น ดังนั้นคณะกรรมการสรรหาฯ จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกมีความรู้ความสามารถ และมีความหลากหลาย ก็จะทำให้เกิดความยอมรับมากขึ้น
ศาลปรับโครงสร้าง-ลดคดีชั้นอุทธรณ์-ฎีกา
นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวระหว่างเปิดงานสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ ระหว่างข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกับสื่อมวลชน ที่ อ.แหลมสิงห์ จ.จันบุรี ว่า ขณะนี้ คณะอนุกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ที่มีนายเอกชัย ชินณพงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์ เป็นประธานอนุ ได้พิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อปฏิรูประบบศาลยุติธรรม เกี่ยววิธีพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมในส่วนศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาให้การบริหารคดีรวดเร็ว
ทั้งนี้มีการเสนอแก้กฎหมายเปลี่ยนระบบการพิจารณาคดีในศาลชั้นอุทธรณ์เกี่ยวกับคดียาเสพติด และคดีในศาลชำนัญพิเศษที่ประกอบด้วยคดีแรงงาน คดีล้มละลาย คดีภาษีอากร คดีทรัพย์ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ภายหลังพบว่าคดียาเสพติดที่เป็นหนึ่งในประคดีอาญา มีปริมาณขึ้นสู่การพิจารณาในศาลอุทธรณ์ คิดเป็น 60-70% จากประเภทคดีอาญาทั้งหมด ดังนั้นจึงเสนอให้มีการตั้งศาลอุทธรณ์คดียาเสพติดโดยเฉพาะ แยกการพิจารณาคดีออกจากอาญาทั่วไปเพื่อจะทำให้กระบวนการพิจารณาคดีรวดเร็วยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อคู่ความที่จะไม่ต้องรอผลพิจารณาคดีนาน
ส่วนการพิจารณาคดีศาลชำนัญพิเศษ คือ คดีแรงงาน คดีล้มละลาย คดีภาษีอากร คดีทรัพย์ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่เดิมตามกฎหมายถ้าจะมีการยื่นอุทธรณ์ จะเป็นการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แต่ปัจจุบันพบว่าศาลฎีกามีคดีค้างอยู่กว่า 20,000 คดี ดังนั้นจึงจะแก้กฎหมายใหม่ ให้การอุทธรณ์คดีในศาลชำนัญพิเศษนั้น ขึ้นตรงต่อศาลอุทธรณ์
นอกจากนี้ คดีที่ค้างอยู่ในศาลฎีกาเป็นจำนวนมาก จะมีการเสนอให้แก้ระบบฎีกาคดีใหม่ จากเดิมการฎีกาจะต้องได้รับการรับรองจากผู้พิพากษา ก็จะให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้โดยตรง เพื่อดูสาระของคดีว่าสมควรฎีกาหรือไม่ เพราะบางครั้งการฎีกาคดี บางเรื่องก็ไม่มีสาระสำคัญในข้อกฎหมาย ซึ่งเมื่อคดีขึ้นสู่ชั้นฎีกาจะทำให้คดีเข้าคิวค้างพิจารณาอยู่ที่ศาลฎีกา ดังนั้นถ้าให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาพิจารณาโดยตรง ก็สามารถมีคำสั่งได้เลยว่าคดีดังกล่าวสมควรอนุญาตฎีกาหรือไม่ โดยที่คู่ความก็ไม่เสียสิทธิทางกฎหมาย สามารถยื่นอุทธรณ์ฎีกาได้ตามปกติ
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า คาดหวังให้การพิจารณาคดีแต่ละขั้นศาลเสร็จไม่เกิน 1 ปี โดยการเสนอแก้กฎหมายใหม่นี้ ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้พิพากษาศาลฎีกา แต่กลับจะสร้างความรวดเร็วต่อการพิจารณาคดี ให้กับศาลและคู่ความ
"ร่างกฎหมายดังกล่าวยังต้องรอเสนอเข้าที่ประชุม ก.บ.ศ.ชุดใหญ่ ที่มีนายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา ในฐานะประธาน ก.บ.ศ. ในช่วงปลายเดือนนี้ หากที่ประชุม ก.บ.ศ.ชุดใหญ่ เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ก็จะนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ต่อไป "
"เรืองไกร"ยื่นปปช.สอบ3อดีตส.ส.ปชป.
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะกิจการพรรคเพื่อไทยและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนได้ส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (อีเอ็มเอส) ถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน พ.อ.วินัย สมพงษ์ นายวิรัช ร่มเย็น อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนี้สินที่ควรแจ้งให้ทราบตามความในมาตรา 34 พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า นายอภิรักษ์ ไม่ได้แจ้งเงินบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์ ในเดือนธ.ค. 2556 จำนวนเงิน 20,000 บาท
ขณะที่ พ.อ. วินัย ไม่ได้แจ้งข้อมูลเงินบริจาคหรือเงินบำรุงพรรคไว้ในบัญชีแสดงรายการหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี ในวันที่ 9 พ.ค.2555 จำนวนเงิน 20,000 บาท และไม่ได้แจ้งข้อมูลเงินบริจาคหรือเงินบำรุงพรรคไว้ในบัญชีแสดงรายการหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง ณ วันที่ 8 ธ.ค.2556 จำนวนเงิน 20,000 บาท ส่วนนายวิรัช มีการแจ้งรายจ่ายเงินบำรุงพรรคไว้แล้ว แต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลเงินบริจาคหรือเงินบำรุงพรรค ไว้ในบัญชีแสดงรายการหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี ในวันที่ 9 พ.ค. 2555 จำนวนเงิน 5,000 บาท และไม่ได้แจ้งข้อมูลเงินบริจาคหรือเงินบำรุงพรรคไว้ในบัญชีแสดงรายการหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง ในวันที่ 8 ธ.ค. 2556 จำนวนเงิน 5,000 บาท จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไปว่า บุคคลทั้ง 3 เข้าข่ายปกปิดการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.หรือไม่





