วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้เคลียร์สต็อกข้าวมหึมา18.5ล้านตัน

(รายงาน) ทีดีอาร์ไอแนะปรับทิศ"นโยบายข้าว" จี้เคลียร์สต็อกมหึมา18.5ล้านตัน

นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนักธุรกิจค้าข้าว แสดงทัศนะเกี่ยวกับทิศทางนโยบายข้าว ในการประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ ประจำปี 2557 ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ บรรยายพิเศษเรื่อง "นโยบายข้าวไทย...อดีตสู่ปัจจุบัน" โดยระบุตอนหนึ่งว่า นโยบายข้าวของรัฐบาลและคณะกรรมการข้าวในรัฐบาลทุกชุดของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นนโยบายที่ให้ความสำคัญในเรื่องของราคาข้าวเท่านั้น เนื่องในเวทีการเมือง เรื่องราคาข้าวมีผลต่อคะแนนเสียง นักการเมืองจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งที่จริงๆ แล้วนโยบายข้าวต้องมีการกำหนดมาตรการและนโยบายอื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อปรับปรุงการปลูกข้าวให้มีประสิทธิภาพ เช่น การจัดการชลประทานให้ดีขึ้น เป็นต้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับราคาข้าวมากที่สุด จึงเป็นที่มาของนโยบาย "จำนำข้าว" ซึ่งเริ่มต้นจากนโยบายแทรกแซงราคาข้าวในช่วงปี 2529-2544 ซึ่งการแทรกแซงราคาข้าวใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก แต่ต่อมาในช่วงปี 2554 เป็นต้นมา การจำนำข้าวเป็นนโยบายจำนำข้าวแบบ "สุดซอย" ด้วยการเพิ่มราคารับจำนำข้าวสูงกว่าราคาข้าวในตลาดโลกถึง 30% จนเป็นที่มาของความเสียหายประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่าขาดทุนจากโครงการรับจำนำปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งสูงเกินกว่าที่รัฐบาลและนักวิชาการที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องการรับจำนำข้าวในขณะนั้นได้คาดการณ์เอาไว้

นอกจากการขาดทุนจำนวนมหาศาลแล้ว กลไกตลาดข้าวก็เสียหายไปอย่างมาก และต้องใช้เวลาอีกมากในการฟื้นฟู

เขาเรียกร้องว่า สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันต้องให้ความสำคัญ คือ การจัดการสต็อกข้าวของรัฐบาลที่คงค้างมาจากนโยบายจำนำข้าวกว่า 18.5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นสต็อกข้าวที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และในตลาดโลกก็รู้ว่าไทยมีข้าวจำนวนมหาศาลนี้อยู่ ทั้งตลาดมีความกังวลว่าอาจจะมีการเทขายข้าวออกมาท่วมตลาด ทำให้ราคาข้าวตกได้ เพราะเรากำลังมีทรัพย์สินที่เสื่อมราคาลงทุกวันเก็บไว้จำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร โดยต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนในการระบายข้าว และต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ทำให้การระบายข้าวกดราคาข้าวให้ต่ำลงกว่าในปัจจุบันด้วย

ขณะที่นโยบายการทำเกษตรโซนนิ่งต้องระวังไม่ให้เป็นการเพิ่มอำนาจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีเครื่องมือของรัฐในการกำหนดอุปสงค์-อุปทาน หรือหวังว่าจะกำหนดราคาข้าวได้จากนโยบายดังกล่าว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวมีปัจจัยต่างๆ มากกว่าจะใช้มาตรการโซนนิ่งมาเป็นตัวกำหนด

นายนิพนธ์ พังพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การกำหนดยุทธศาสตร์ในการระบายข้าวสารในสต็อกที่มีอยู่กว่า 18.5 ล้านตัน ในลำดับแรกรัฐบาลควรเร่งสรุปผลการศึกษาปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือในสต็อกของรัฐบาลก่อน ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มอบหมายให้มีคณะกรรมการตรวจสอบ โดยควรจะเร่งสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการว่าปัจจุบันประเทศไทยมีสต็อกข้าวเหลืออยู่เท่าไร แบ่งเป็นข้าวดีที่มีมาตรฐานปริมาณเท่าไร และข้าวที่เสื่อมสภาพเท่าไร

การประกาศตัวเลขที่แน่นอนจะมีผลดีในเชิงจิตวิทยาว่าไทยมีสต็อกข้าวน้อยลง รวมทั้งประกาศวิธีการจัดการข้าวที่เสื่อมสภาพให้ชัดเจน เช่น นำไปทำอาหารสัตว์หรือทำเชื้อเพลิงเอทานอล เป็นต้น ส่วนข้าวที่ยังมีสภาพดีก็เปิดประมูล ส่งออกตามขั้นตอนต่อไป

นอกจากการทำยุทธศาสตร์การระบายข้าวแล้ว จะต้องมีการติดตามสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงพาณิชย์จะต้องร่วมมือกับผู้ส่งออกข้าวในการติดตามราคาข้าวในตลาดแบบวันต่อวัน เพื่อให้การกำหนดและเปลี่ยนแปลงการระบายข้าวเป็นไปอย่างถูกต้อง ทันต่อสถานการณ์ และให้สามารถส่งออกข้าวในสต็อกของรัฐบาลในราคาที่เหมาะสม

ด้าน นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เบื้องต้นผู้ส่งออกข้าวได้มีการพูดคุยกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับการส่งออกข้าว รวมทั้งรับทราบสถานการณ์ข้าวในสต็อกของรัฐบาลแล้ว และคาดการณ์ปริมาณข้าวนาปีที่จะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือน ต.ค.นี้ประมาณ 9-10 ล้านตัน ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย ได้ขอให้ผู้ส่งออกเร่งส่งออกข้าวในปีการผลิตใหม่ที่จะออกสู่ตลาด เพื่อไม่ให้ราคาข้าวในประเทศตกต่ำลงจากปริมาณข้าวที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับปริมาณข้าวในสต็อกของรัฐบาลที่มีอยู่จำนวนมาก ก็ต้องมีการวางแผนที่จะระบายออกไปตามสถานการณ์ และราคาในตลาดโลก โดยคาดว่าปีนี้จะส่งออกข้าวได้ประมาณ 9-10 ล้านตัน โดยราคาส่งออกข้าวขาว 5% จะอยู่ที่ระดับราคา 8,000-8,500 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาในอีก 3 ปีข้างหน้า ราคาข้าวขาว 5% ของไทยจะไม่เกิน 9,000 บาทต่อตัน เนื่องจากราคาข้าวยังคงถูกกดดันจากปริมาณสต็อกข้าวในประเทศ