วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โฉมหน้าประชาธิปไตย'ใหม่'หลังปฏิรูป

(รายงาน) โฉมหน้าประชาธิปไตย'ใหม่'หลังปฏิรูป มุ่งแก้คอร์รัปชัน-การเมืองไม่สร้างภาระ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดพิเศษวานนี้(9 ก.ย.) ซึ่งนายวิษณุถือว่ามีบทบาทสำคัญในรัฐบาล โดยได้ฉายภาพให้เห็นแนวทางการทำงานและทิศทางการทำงานนับจากนี้ไป มีรายละเอียดดังนี้

การประชุมไม่ใช่การประชุมครม. แต่เป็นการประชุมใน 3 หัวข้อก่อนที่ครม.จะเข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดิน โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นการซักซ้อมความเข้าใจวิธีทำงานรวมทั้งการเตรียมตัวการปฏิบัติภารกิจของครม. โดยนายอำพน กิตตอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ชี้แจงแนวทางการเสนอแต่งตั้งเลขานุการ ที่ปรึกษา และการเสนอแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีตามกฎหมาย

ส่วนที่สองพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้หัวหน้าฝ่ายแต่ละฝ่ายของคสช.มารายงานผลการทำงานรอบ 3 เดือน เพราะบางเรื่องเมื่อมีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงแล้วจะต้องรับช่วงไปทำต่อ และรัฐมนตรีต้องรู้ว่าของเก่าเขาทำอะไรไว้บ้าง ดังนั้น ทุกฝ่ายได้มาสรุปภารกิจของฝ่ายตัวเองให้ฟังอย่างรวบรัด ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการตอนท้ายว่าสิ่งที่สรุปจะเป็นงานประมวลงานของคสช.ที่ผ่านมาอย่างดีที่น่าจะมีการจัดทำเป็นรูปเล่มเพื่อแจกจ่ายตามกระทรวงต่างเพื่อสานต่ออย่างถูกต้อง

ส่วนที่สาม มีการพูดถึงเรื่องนโยบายที่รัฐบาลจะต้องแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 12 ก.ย. ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลดังนั้น ครม.จึงต้องส่วนร่วมในการติชมเพิ่มเติม ตัดทอน เพิ่มเติมบางส่วน โดยมีการเสนอให้ครม.รับทราบว่าการยกร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีลงมากำกับอย่างใกล้ชิดและมีส่วนสำคัญในการสอดแทรกเรื่องต่างๆ เข้าไปด้วย

ทั้งนี้ ต้นร่างเดิมสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นฝ่ายยกร่างนโยบายเหมือนทุกรัฐบาล เมื่อร่างเสร็จก็เสนอให้หัวหน้ารัฐบาลให้ไปดู โดยมีนายกรัฐมนตรีรองนายกรัฐมนตรี ทีมงาน สำนักงบประมาณ ช่วยดูแล และวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีก็ให้เวลาอย่างมากกับเรื่องนี้

ร่างนโยบายที่มีมาจากแหล่งต่างๆ 5 แหล่ง ซึ่งต่างจากการทำนโยบายจากอดีตที่นโยบายมาจากพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียง

1.นายกรัฐมนตรีให้ทำนโยบายให้ยึดยุทธศาสตร์ตามแนวพระราชดำริมาเป็นหลัก ในการเข้าใจเข้าถึงและพัฒนา ที่แทรกซึมนโยบายทุกข้อ

2.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอดี พอสมพอควร ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ที่สะท้อนให้เห็นในนโยบายเกือบทุกข้อ

3.แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่มีอยู่แล้ว ที่ต้องเดินตามเท่าที่ทำได้

4.นโยบายของคสช. เช่น โรดแมพสามระยะ หรือหลักค่านิยม 12 ประการ

5.ปัญหาของประเทศและความต้องการของประชาชนในรอบ 3-4 เดือนที่ผ่านมาว่าเขาต้องการอะไร เรียกร้องอะไร อยากเห็นอะไร

"นายกฯเน้นเป็นพิเศษให้ใส่ในนโยบายด้วยว่าปัญหาของประชาชนคือไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาจะทำอะไรบ้าง นโยบายต้องตอบคำถามที่ค้างคาใจของคนให้ได้ เช่น ต้องเกิดความชัดเจนว่าบ้านช่องของเขาจะถูกเวนคืนหรือไม่ ที่ดินจะอยู่จัดในพื้นที่แบบไหน เป็นพื้นที่เกษตรหรืออุตสาหกรรม เพราะทุกวันนี้คนอยู่กันโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือเรื่องผังเมืองที่วันไหนไม่รู้ว่าจะมาถึงและบ้านจะตกไปอยู่โซนใดของผังเมือง"

รัฐบาลที่ผ่านมาในอดีต 60 ชุด มีภารกิจที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญเพียงข้อเดียวคือบริหารราชการแผ่นดิน แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้เป็นการกำหนดครั้งแรก โดยกำหนด 3 ข้อ คือ1.บริหารราชการแผ่นดิน 2.ปฏิรูป และ 3.สร้างความสมานฉันท์สามัคคีปรองดอง ดังนั้นสิ่งที่แถลงจะต้องครอบคลุม 3 ด้านนี้ ที่จะแตกเป็นเรื่องย่อยหลายข้อ

นโยบายจะแถลงครอบคลุมปัญหาของประเทศ 11 ด้าน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษา การทำนุบำรุงศาสนาดูแลศิลปวัฒนธรรม เรื่องความมั่นคง ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เรื่องอาเซียน เรื่องการต่างประเทศ การสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม

นายกให้แนวว่าแต่ละปัญหาใหญ่ 11 ข้อให้แตกออกเป็นข้อย่อย เและต้องแบ่งให้ได้ว่าอะไรที่ต้องทำเร่งด่วนในระยะแรกเฉพาะหน้า ในเวลา 1 เดือนหลังจากรัฐบาลเข้าทำงาน

ระยะกลางต้องทำต่อระยะแรกต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 1 ปี และระยะยาวกว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลา 5 ปี 10 ปีข้างหน้า อาทิ รถไฟทางคู่ แม้เป็นเรื่องอนาคตรัฐบาลก็จะสร้างรากฐานเอาไว้ให้ ถ้าต้องมีกฎหมายก็จะเตรียมกฎหมาย ถ้าต้องศึกษาก็จะเตรียมศึกษา ถ้าต้องเลือกสถานที่ก็จะเตรียมสถานที่

"ท่านนายกได้ย้ำว่าสิ่งที่ท่านเคยพูดมาแล้วนั้นอาจจะถือเป็นคำขวัญประจำรัฐบาลนี้ก็ได้ เพราะมันจะปรากฏในนโยบายทั้งหมด นั่นก็คือเรื่องทำก่อน ทำจริง ทำทันที ที่หวังผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคำเหล่านี้จะปรากฏเป็นรูปธรรมในนโยบาย เช่นเมื่อพูดถึงเรื่องรถไฟ เรื่องเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดอง การปฏิรูป ต้องลงไปว่าอะไรคิดไว้ก่อนต้องทำก่อน ต้องทำให้จริง และต้องทำทันที นั่นคือระยะเฉพาะหน้า"

ส่วนงานด้านการปฏิรูป รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ที่จะตั้งขึ้นที่เป็นสถาปนิกหลักของประเทศในการออกแบบประเทศ ที่รัฐบาลและหน่วยงานจะต้องให้ความร่วมมือ โดยรัฐบาลจะประสานงานสปช.โดยไม่มีการแทรกแซง ซึ่งรัฐบาลจะเปิดเวทีในการปฏิรูปเพิ่มขึ้นจากเวทีที่เป็นเวทีทางการของสปช.ที่มี 250 คน ต้องทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ใน 250 คน ต้องมีพื้นที่ให้เขาด้วย เพราะคนสมัครมา 3,000 กว่าคน และเข้ารอบ 500 กว่าคน รัฐบาลจะส่งเสริมให้คนที่ตกรอบมีจุดยืนในการแสดงความเห็น ในการให้เป็นกรรมาธิการ หรือ อนุกรรมการ ที่ปรึกษาของสปช.ก็เป็นไปได้

นายกฯกำชับว่าในสัปดาห์หน้าจะให้มีการประชุมปลัดกระทรวง อธิบดี และฝ่ายปฏิบัติ ว่านโยบายแต่ละตัวหมายถึงอะไรให้แต่ละกระทรวงเข้าใจ และจัดทำแผนปฏิบัติการหรือ "แอคชั่นแพลน เพราะเราจะมีแต่มาสเตอร์แพลนไม่ได้ โดยนโยบายแต่ละกระทรวงต้องทำว่าข้อนี้ของกระทรวงจะทำอะไร ทำอย่างไร ใช้งบเท่าไร ใช้คนมาจากไหน จะเกิดผลสัมฤทธิ์ในเวลาเท่าใด ให้ครอบคลุมเวลา 1 ปี แล้วจะมีการพิมพ์เป็นเล่มและใช้เป็นคู่มือในการตรวจราชการ และเมื่อสิ้นปีก็จะประมวลผลงานและจัดทำรายงานเสนอต่อสภาเหมือนในอดีตต่อไป

เราจะต้องปฏิรูปกฎเกณฑ์กติกา เช่น เรื่องการเมืองการค้าระบบราชการเพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ใสสะอาด ซึ่งหากพูดถึงความใสสะอาดก็ต้องก็พูดถึงการไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ต้องพูดการปฏิรูประบบราชการที่ต้องทำให้คล่องตัว ลดขั้นตอนการอนุญาต อนุมัติต่างๆ และทำให้รวดเร็วซึ่งถือเป็นประชาธิปไตยอย่างหนึ่งโดยหยิบเอาสิ่งที่เป็นข่าวมาก่อนที่องค์กรนานานาชาติได้เคยมีการวิจารณ์และจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือไม่น่าเชื่อถือของประเทศไทยความน่าลงทุนหรือไม่น่าลงทุนว่าติดขัดที่อะไร ซึ่งจะต้องนำสิ่งเหล่านี้มาแก้ไขให้ได้ทั้งหมดภายใน 1 ปีนี้

ทั้งนี้การทำงานของรัฐบาลมีทั้งเงื่อนไขและเงื่อนเวลา จึงทำให้รัฐบาลนี้ต่างจากรัฐบาลอื่น เงื่อนไขก็คือรัฐบาลนี้เข้ามาหลังจากที่คสช.ได้วางหลักไว้ก่อนแล้วหลายเดือน ส่วนเงื่อนเวลารัฐบาลนี้มีเวลาทำงานประมาณ 1 ปีอาจจะบวกลบขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญจะเสร็จเมื่อไร ซึ่งก็มีการวางแผนไว้ว่ารัฐธรรมนูญจะเสร็จภายใน 1 ปี

" ดังนั้นรัฐบาลจึงรู้กรอบเวลาไม่ใช่อยู่ 4 ปีเหมือนรัฐบาลอื่น ในส่วนของนโยบายจึงเขียนไว้เพื่อให้ทำงานได้ใน 1 ปี ยกเลิกสิ่งที่วางรากฐาน เพราะฉะนั้นเป้าหมายเรื่องประชาธิปไตย การปฏิรูปเรื่องการไม่ทุจริตคอร์รัปชันจึงเป็นเป้าหมายจะทำอะไรก็ตามก็เดินให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ โดยใช้เป็นตัวหลักและเป็นคำตอบสุดท้ายเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้งมีรัฐบาลหน้าและหวังว่าอะไรใหม่ๆ จะเกิดขึ้น สามารถรับช่วงงานทั้งหมดไปทำได้ และเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน ซึ่งจะเดินไปในแนวทางนี้"

"เชื่อว่าหากมีการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปวิธีการทำงานของข้าราชการ ถ้าได้ขจัดคอร์รัปชันได้ ดูแลเรื่องการปกครองส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นและได้ปฏิรูปการเมืองเท่าที่ทำได้ ทั้งหมดก็จะเป็นคำตอบของประชาธิปไตยได้ในตัวเอง"