วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำหนังสือถึง'ประจินต์'จี้ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สิน

"ศรีราชา"ทำหนังสือถึง"ประจินต์" จี้ปตท. แบ่งแยกทรัพย์สิน ยึดตามคำพิพากษาศาลปกครอง ปี50 ให้ครบถ้วน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย.57 นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทำหนังสือถึง พล.อ.อ.ประจินต์ จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เพื่อเสนอความเห็นให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ทบทวนการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินใหม่ สืบเนื่องจากกรณีที่แพทย์หญิงกมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี และคณะ ยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาว่าการส่งคืนระบบท่อก๊าซตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในปี 2550 ครบถ้วนหรือไม่

โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน เห็นว่า กระบวนการแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท.ให้กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 14 ธ.ค 2550 ยังไม่ครบถ้วน ในส่วนของระบบท่อส่งก๊าซบนบกและในทะเลที่ยังไม่คืนให้กระทรวงการคลังมีมูลค่า 32,613.45 ล้านบาท แต่บริษัท ปตท.กลับยื่นคำร้องรายงานสรุปการดำเนินการตามคำพิพากษาและมติครม. 18ธ.ค.2550 ต่อศาลว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน และลัดขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญในการแบ่งแยกทรัพย์สิน จึงเป็นกรณีที่กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และ ปตท. ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องเป็นไปตามมติ ครม. แม้ต่อมา สตง.จะทำหนังสือแจ้งให้กระทรวงการคลังส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษา แต่ก็ไม่ดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยรวม จึงถือว่าไม่ปฏิบัติตามมติครม. อาจมีผลเป็นความผิดวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 เป็นความรับผิดทางแพ่ง (ละเมิด) ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา หรือ เป็นความผิดในคดีปกครองที่อาจถูกฟ้องต่อศาลปกครองให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการกระทำที่ไม่ปฏิบัติตามมติครม.ได้

นอกจากนี้การรายงานผลการดำเนินการตามคำพิพากษาของ ปตท.ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2551 ที่อ้างว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดครบถ้วนแล้ว เป็นการรายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุด เพราะไม่เป็นไปตามมติครม.วันที่ 18 ธ.ค. 2550 ที่ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง อีกทั้งการตีความว่า ระบบท่อก๊าซที่ไม่ได้คืนให้กระทรวงการคลังเป็นเพราะ ปตท.เป็นผู้จ่ายเงินค่าก่อสร้างทำให้ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าว ไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามมาตรา 1304(3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย เพราะทรัพย์สินดังกล่าวได้มาและใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการก่อนที่จะมีการเปลี่ยนสภาพไปเป็นบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ดังนั้นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 ก.ย. 2544 มีมูลค่าสุทธิ 68,569.69 ล้านบาท ที่ต้องแบ่งแยกและคืนให้กับกระทรวงการคลังก่อนที่จะมีการแปรสภาพไปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในปี 2550 แต่ไม่ปรากฏว่ากระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท. ให้กลับมาเป็นของแผ่นดินหรือกระทรวงการคลังอย่างครบถ้วนแต่อย่างใด จึงถือว่าพฤติการณ์ของกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏบัติตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงถือเป็นกรณีที่กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และ ปตท. ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายโดยไม่เป็นธรรมตามมาตรา 13 (1) (ก) (ข) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2552

ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีความเห็นและข้อเสนอต่อรองหัวหน้า คสช.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ขอให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และ ปตท. ดำเนินการดังต่อไปนี้ คือ 1.ทบทวนการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ด้วยการหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษา ตามความเห็นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในประเด็นทรัพย์สินที่ยังไม่ได้แบ่งแยกเนื่องจากการใช้อำนาจมหาชนตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 และประเด็นเรื่องความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะของท่อก๊าซทั้งบนบกและในทะเล และให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินรับรองความถูกต้องการแบ่งแยกทรัพย์สินให้เป็นไปตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 ต่อไป

2 .ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศให้กระทรวงการคลังตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 ก.ย. 2544 จำนวน 68,569,690,569.82 บาท ทั้งจำนวน รวมทั้งค่าตอบแทน ผลประโยชน์อื่นใดจากการใช้ทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศ ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์และทรัพย์สินอื่น และสิทธิหรือสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนที่บริษัท ปตท. ได้อาศัยใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการ พร้อมดอกบั้ยตามกฎหมายให้ครบถ้วนต่อไป และ 3. พิจารณานำข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน ความเห็นและข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินดังกล่าว ไปเป็นข้อมูลประกอบในการปฏิรูปพลังงานต่อไป