เล็งยกเลิก"อัยการศึก" นายกฯหวังบูมท่องเที่ยวบางพื้นที่-คสช.ผ่องถ่ายอำนาจ
"วิษณุ"เผยนายกฯเตรียมยกเลิกกฎอัยการศึก เอื้อประโยชน์ท่องเที่ยวบางพื้นที่ ขณะที่คสช.สั่ง"กฤษฎีกา"ดูแนวทางปรับโครงสร้างบอร์ดที่คสช.แต่งตั้งให้อยู่ในการกำกับของรัฐบาล เว้นชุด "ซูเปอร์บอร์ด" ส่อคงเดิม ด้านคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล ค้าน "รัชตะ" ควบอธิการ-รมต.สธ. มติป.ป.ช.ส่ง "สรรเสริญ"นำทีมถกร่วมคดีข้าว อดีตข้าราชการกทม.ค้าน "นินนาท" ไม่เหมาะนั่งสปช.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.เมื่อวานนี้(9 ก.ย.) ถึงเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึกว่า ได้มีการพูดคุยกันว่าจะพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ตามความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เขียนไว้เองว่า จะพิจารณาในโอกาสแรกที่จะยกเลิกได้ในบางพื้นที่ ซึ่งการยกเลิกกฎอัยการศึกผูกไว้ในหัวข้อการท่องเที่ยวไม่ใช่หัวข้อความมั่นคง
นายวิษณุ ยังเปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมระหว่าง ครม.และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวในที่ประชุมว่า หลังการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว คสช.จะถ่ายโอนอำนาจการทำงานมาสู่รัฐบาล ส่วน คสช.จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาล
ทั้งนี้ในการทำงานของคณะทำงานชุดต่างๆ ที่ คสช.ได้ใช้อำนาจรัฐในการจัดตั้งมาก่อนหน้านี้ ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาแนวทางการปรับเปลี่ยนให้คณะกรรมการต่างๆ กลับมาอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐบาล
"ให้เปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างที่กำหนดให้หัวหน้า คสช. หรือรองหัวหน้า คสช.เป็นประธาน มาเป็นนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วนนายทหารที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการ(บอร์ด) ต่างๆ ก็อาจปรับให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ หรืออาจตั้งคนอื่นที่เหมาะสมมาเป็นคณะกรรมการแทน" นายวิษณุกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ หรือ "ซูเปอร์บอร์ด" ที่ คสช.ใช้อำนาจในการจัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับดูแล และตรวจสอบการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นการตั้งขึ้นโดยอำนาจพิเศษ ของคสช. โดยซูเปอร์บอร์ดไม่ได้มีกฎหมายรองรับมาก่อน จึงสามารถใช้โครงสร้างคณะกรรมการชุดเดิมในการทำงานต่อไปได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมา คสช.ได้ออกคำสั่งในการแต่งตั้งคณะกรรมการทดแทนกรรมการชุดเดิมที่หมดอายุ โดยมีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีหัวหน้า คสช.เป็นประธาน จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารมาเป็นการทำงานภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรี หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานได้แก่ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ขีดเส้นครม.ยื่นแจงทรัพย์สินใน2ต.ค.
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีการรับเงินเดือนค่าตอบแทนของรัฐมนตรีที่บางส่วนยังดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำ จะต้องเลือกรับทางใดทางหนึ่งหรือไม่ ว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 ระบุไว้ยอมให้ข้าราชการประจำมารับตำแหน่งได้ ฉะนั้นการรับค่าตอบแทนจะเป็นไปตามกฎหมาย ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมากฎหมายระบุว่า ต้องเลือกรับเงินเดือนทางใดทางหนึ่งโดยให้เลือกที่ในตำแหน่งที่ได้รับมากที่สุด นายวิษณุ ตอบว่า ต้องไปดูในข้อกฎหมาย
ส่วนที่นายกรัฐมนตรี มีตำแหน่ง ผบ.ทบ. อยู่ด้วยนั้นจะรับอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ตามหลักมีอยู่แล้วว่าไม่ว่าบุคคลนั้นๆ จะมีกี่ตำแหน่ง หากเงินนั้นเรียกว่าเงินเดือนให้รับทางเดียว แต่ถ้าเรียกว่าเงินประจำตำแหน่งไม่ว่าจะมีกี่ตำแหน่งก็สามารถรับได้หมดทุกตำแหน่ง
เมื่อถามย้ำว่าเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีจะรับได้ต่อเมื่อเกษียณอายุราชการตาก ผบ.ทบ. ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า "ท่านก็เลือกรับเอาว่าจะเอาทางใด แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 41 เว้นไว้ก็นึกไม่ออก เพราะหลักเกณฑ์เรื่องนี้ยังไม่ออกมา”
นายวิษณุ กล่าวด้วยว่า ตนได้ชี้แจงครม.ถึงขั้นตอนและวิธีการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินว่า ให้นับจากวันที่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้นจะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 2ต.ค.นี้
"ประยุทธ์"เนื้อหอม-อินเดียเชิญเยือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีโอกาส เข้าพบ นางสุษมา สวราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แห่งสาธารณรัฐอินเดีย รวมทั้งพบปะหารือกับ พล.อ.วิชัย กุมารสิงห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอินเดีย หลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมประชุมหารือระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศไทย -อินเดีย ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ในวันที่ 8 ก.ย.
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อินเดียได้แสดงความยินดี ต่อการเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร โดยอินเดีย มีความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมือง ในไทย ที่ถือเป็นเรื่องภายใน ทั้งนี้อินเดียให้ความสำคัญบทบาทของไทย ในฐานะมิตรประเทศและต้องการเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศเดินหน้าต่อ รวมทั้งบทบาทของไทย ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ อินเดีย พร้อมเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ไปเยือนในโอกาสแรกที่ทั้ง 2 ฝ่ายสะดวก
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย จะเดินทางเยือนไทย ในเดือนธ.ค.นี้ เพื่อร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ ที่สถานทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย จัดขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองปรัชญาพัฒนาประเทศ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมกับปรัชญาพัฒนาประเทศ ของ มหาตมะคานธี รวมทั้งอาจจะประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทยอินเดีย ในช่วงเดียวกันนี้ด้วย
สำหรับการหารือระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไทย-อินเดียนั้น มีการเสริมสร้างความร่วมมือในหลายด้าน อาทิ การทำเอฟทีเอ ไทย-อินเดีย การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ในโครงการสร้างถนนเชื่อมโยง ไทย-เมียนม่าห์-อินเดีย การเชื่อมโยงทางอากาศภายใต้ความตกลงการบริการการบินพลเรือน โดยอาจจะมีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปลงในเมืองต่าง ๆ ของอินเดีย
"ธนะศักดิ์"เตรียมบินร่วมประชุมยูเอ็น
ขณะที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องรายละเอียดของนโยบายต่างประเทศ ขอให้ติดตามในวันแถลงนโยบาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้แถลงนโยบายต่อสภาเพียงคนเดียว
อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศนั้น ตนจะเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นจีเอ ครั้งที่ 69 ในปลายเดือนก.ย.นี้ และจะใช้โอกาสนี้ชี้แจงสถานการณ์ของไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ
"สุกรี"ค้าน"รัชตะ"ควบอธิการ-รมว.สธ.
รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณบดีมม.ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ที่มม.ศาลายา จะเอาปี๊บคลุมหัวเข้าร่วมการประชุม เพื่อเรียกร้องให้ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมม. เพื่อจะได้มีเวลาไปนั่งบริหารงานในฐานะรมว.สาธารณสุข (สธ.) อย่างเต็มที่
"การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับใคร เพราะรู้สึกอาย คนเป็นครู อาจารย์ และมีอาชีพเป็นหมอควรจะต้องมีจิตสำนึก เพราะทั้งตำแหน่งอธิการบดี และตำแหน่งรมว.สธ. ล้วนสำคัญและมีผลกระทบกับคนจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องการผู้บริหาร ทำงานเต็มเวลา ไม่ใช่ทำงานควบแบบพาร์ตไทม์"
มติปปช.ส่ง"สรรเสริญ"นำทีมถกร่วมคดีข้าว
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุด (ออส.) มีคำสั่งให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช.กับอสส. ในคดีโครงการรับจำนำข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกชี้มูลละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ว่า ป.ป.ช.มีมติแต่งตั้งผู้แทนคณะกรรมการ ป.ป.ช.จำนวน 10 คน เป็นคณะทำงานร่วมหารือกับตัวแทนของ อสส. โดยมีตนเองเป็นหัวหน้าคณะ
ทั้งนี้หลังการแต่งตั้งแล้ว จะประชุมคณะทำงานร่วม เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์และรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ แล้วส่งให้ อสส.พิจารณาสั่งฟ้องคดีต่อไป แต่หากหาข้อยุติไม่ได้ ป.ป.ช.มีอำนาจฟ้องคดีเอง หรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานของป.ป.ช. นอกจากเลขาธิการป.ป.ช.แล้ว ยังมีรองเลขาธิการ ผู้ช่วยเลขาธิการ เจ้าหน้าที่สำนักกฎหมาย เจ้าหน้าที่สำนักคดี และเจ้าหน้าที่ผู้ทำสำนวน หรือผู้รู้และเกี่ยวข้องในการทำสำนวน โดยไม่มีกรรมการป.ป.ช.เข้าร่วม ในส่วนคณะทำงานของ อสส.มีนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอสส.และคณะรวม 10 คน
มติวิปสนช.ให้รับร่างข้อบังคับประชุม
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับกการประชุม สนช.ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ว่า ทางกรรมการประสานงาน(วิป) สนช. มีมติว่าให้สนช.ลงมติรับหลักการแห่งร่างข้อบังคับการประชุมฯ และตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา จำนวน 1 คณะ โดยมอบหมายให้คณะกรรมาธิการสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุม สนช. ที่มีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช. คนที่ 2 ฐานะประธานกรรมาธิการฯ ทำหน้าที่ พร้อมกำหนดเวลาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน ก่อนส่งให้ที่ประชุมสนช. พิจารณาวาระสองและวาระสาม ต่อไป
อดีตขรก.กทม.ค้าน"นินนาท"ไม่เหมาะสปช.
ด้านความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เมื่อวานนี้ นายศึกษา ศรียาภัย อดีตข้าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ผู้เข้ารับการเสนอชื่อจากวัดบางสะแกใน ให้เป็นสปช.ด้านการเมือง ได้เข้ายื่นคำร้องต่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) คัดค้านการเสนอชื่อ นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัด กทม. ที่เสนอชื่อโดยกรุงเทพมหานคร ให้เข้ารับการสรรหาเป็นสปช.ด้านการปกครองท้องถิ่น เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความเหมาะสมที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นสปช.ด้านการปกครองท้องถิ่น
นายศึกษา อ้างว่า นางนินนาท ในขณะดำรงตำแหน่งรองปลัด กทม.ปฏิบัติราชการแทนปลัด กทม. ได้ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตนเองโดยไม่ชอบ จากกรณีมีการกล่าวหาว่า ขณะที่ตนดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง 5 หมวดทะเบียนราษฎร งานทะเบียน สำนักงานเขตบางเขน ในฐานะนายทะเบียนโดยได้เพิ่มชื่อ น.ส.สุริยา อำพันเงิน ซึ่งไม่ใช่บุคคลที่มีสัญชาติไทยลงในทะเบียนบ้านเลขที่ 1/15 หมู่ 6 แขวงสายไหม บางเขน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 ต.ค.2532
แต่ต่อมาตนได้ใช้สิทธิตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารไปตรวจสอบข้อเท็จจริง จากทะเบียนบ้านและเอกสารอื่น ๆ พบว่า น.ส.สุริยา เป็นบุคคลสัญชาติไทย ไม่ใช่คนต่างด้าว ข้อกล่าวหาของนางนินนาท จึงเป็นเท็จ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการทำหนังสือร้องเรียนไปยัง กทม. กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ยกเลิกคำสั่งตั้งคณะกรรมการไม่ชอบดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้รับคำชี้แจงหรือตอบกลับจาก กทม. โดยตนได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง และศาลอาญา ซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา
"แม้กรณีดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะเป็นสปช. แต่ถือว่าเป็นเรื่องจริยธรรม การขาดคุณธรรมทางการเมืองของผู้บริหารที่จะมาเป็นสปช. ซึ่งก่อนจะมาปฏิรูปประเทศชาติ นางนินนาท จะต้องมีการปฏิรูปตนเองเสียก่อน เพราะถ้าไม่มีความซื่อสัตย์จะมาปฏิรูปประเทศได้อย่างไร"





