วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯสั่งเร่งพัฒนาโลจิสติกส์แก้'ท่าเรือแออัด'

นายกฯ เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ หวังแก้ปัญหาความแออัดท่าเรือ สั่งยกระดับท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์

ส่วนระยะยาวเน้นการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทางน้ำกับท่าเรือประเทศเพื่อนบ้าน เตรียมความพร้อมรองรับระบบโลจิสติกส์ทางน้ำที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

การประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ปี 2556-2559 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) เสนอแผนการพัฒนาการขนส่งสินค้าชายฝั่งของไทย

เร่งยกระดับท่าเรือแหลมฉบังท่าเรือ

ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ คณะทำงานโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. ) กล่าวว่ามาตรการการแก้ปัญหาระยะสั้น ให้กระทรวงคมนาคมและการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) เจรจากับผู้ประกอบการท่าเทียบเรือต่างๆ ภายในท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้แต่ละท่าเรือเพิ่มช่องให้เรือชายฝั่งสามารถเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้าโดยตรง ไปยังเรือสินค้าระหว่างประเทศ และให้กทท. เร่งโครงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบัง ให้เป็นท่าเรือขนส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-port)

ทั้งนี้ในระหว่างที่โครงการดังกล่าวยังไม่เสร็จ กทท. ควรประสานกับศุลกากรในการอำนวยความสะดวกการเข้าออก-ให้กับตู้สินค้าเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้กระทรวงคมนาคมนำเสนอโครงการ เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนได้โดยเร็ว

ส่วนแผนการส่งเสริมการขนส่งชายฝั่งในระยะยาว ได้ให้กทท.พิจารณาข้อกำหนดพื้นที่สำหรับรองรับท่าเทียบเรือชายฝั่งในโครงการแหลมฉบังชั้นที่ 3 เพื่อรองรับการขยายตัวของตู้สินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณารูปแบบการพัฒนาท่าเรือชายฝั่งอ่าวไทย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้มีความทันสมัย และพิจารณาแนวทางการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างท่าเรือชายฝั่ง และท่าเรือแหลมฉบังเพื่อส่งเสริมการขนส่งชายฝั่งในระยะยาว

สั่งคมนาคม-สศช.ทำแผนขนส่งฝั่งอันดามัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน โดยให้กระทรวงการคมนาคมและ สศช.ร่วมกันพิจารณาและจัดทำแผนการพัฒนาการขนส่งสินค้าชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ให้ครอบคลุมทั้งการพัฒนาท่าเรือ การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคม โดยคำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงกับท่าเรือสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อให้การขนส่งสินค้าทางน้ำสามารถเชื่อมโยงไปยังท่าเรือของประเทศปลายทางทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก

ดึงเอกชนร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม ยังได้ขอความร่วมมือให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น การร่วมลงทุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทางน้ำ บริการด้านโลจิสติกส์ และให้หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร น้ำประปา พลังงาน และท่อส่งปิโตรเลียมหรือก๊าซธรรมชาติ พิจารณาการจัดทำแผนการพัฒนาโครงข่ายการให้บริการดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการวางแผนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันให้กระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เร่งแก้ปัญหาการบริหารจัดการ และการให้บริการท่าเรือขนถ่ายตู้สินค้าที่ท่าเรือมาบตาพุด รวมทั้งการเชื่อมโยงการขนส่งระบบรางระหว่างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กับท่าเรือแหลมฉบังที่อยู่เดิมให้สามารถบริการขนส่งตู้สินค้าได้

รฟท.พัฒนาโลจิกติกส์รองรับขนส่งสินค้า

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าววาในส่วนของร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างการศึกษาการพัฒนาระบบโลจิกติกส์ให้รองรับการขนส่งสินค้า โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นจุดศูนย์กลางแล้วพัฒนาศูนย์ขนถ่ายตู้ขนส่งสินค้า 3 มุมเมืองทางทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศตะวันออก แต่ทางทิศทางตะวันออกมีแล้วคือศูนย์ขนถ่ายสินค้าลาดกระบัง จึงได้ให้ ร.ฟ.ท. หาพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นศูนย์ขนถ่ายตู้ขนส่งสินค้าอีก 2 แห่ง รวมท้ังพื้นที่ทางตอนเหนือที่มีศักยภาพ เช่น จังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา เพื่อรองรับสินค้าจากภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนทางตะวันตก เช่น จังหวัดราชบุรี นครปฐม เพื่อรับสินค้าจากภาคใต้

“เมื่อการลงทุนโครงการรถไฟรางคู่ 2 เส้นแรก แล้วเสร็จ คือ เส้นทางจิระ-ขอนแก่น และเส้นทางฉะเชิงเทรา-แก่งคอย จะทำให้การเดินรถของ ร.ฟ.ท. คล่องตัว ไม่ต้องคอยสับหลีกรถ และสอดคล้องกับการลงทุนระบบโลจิสติกส์ที่ ร.ฟ.ท. จะลงทุน หากสามารถพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้ดีขึ้นได้จะเรียกความมั่นใจจากผู้ประกอบการและทำให้มีการขนส่งสินค้าทางรางเพิ่มขึ้น เพราะการขนส่งทางรางมีต้นทุนน้อยกว่าการขนส่งทางถนน” นายออมสินกล่าว