เปิดใจ..รองนายกฯยงยุทธ 'ขอเป็นเพียงผู้วางรากฐาน'

เปิดใจ..รองนายกฯยงยุทธ 'ขอเป็นเพียงผู้วางรากฐาน'

(สัมภาษณ์) เปิดใจ"ยงยุทธ ยุทธวงศ์" รองนายกรัฐมนตรี "ขอเป็นเพียงผู้วางรากฐาน"

"เครือเนชั่น" ได้รับเกียรติจาก นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์พิเศษ ภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯ และเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้เบื้องต้น นายยงยุทธ ได้รับมอบหมายให้ดูแลงาน "ด้านสังคม" ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิจัยวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี คนสำคัญของประเทศไทยรายนี้ เคยรับเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะรักษาความสงบสุขแห่งชาติ (คสช.) ดูแลใน 3 กระทรวงคือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนี้เขายังได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการศึกษาอีกด้วย

ในห้วงเวลาแรกที่ทราบว่าได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านสังคม ในฐานะรองนายกฯ นายยงยุทธ เปิดใจว่า รู้สึกประท้วงอยู่ในใจ เพราะคุ้นเคยแต่งานด้านวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อได้ลงมือก็เริ่มรู้สึกได้ว่า สุดท้ายแล้วก็พบว่าวิทยาศาสตร์คืองานที่เอื้อประโยชน์กับสังคมนี่เอง และถือว่าตนเป็นบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์กลุ่มแรกๆ ที่เข้าทำงานด้านสังคม ซึ่งมี 4 กระทรวงพอสังเขป ที่จะต้องดูแลคือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

"ตอนมาด้านสังคม ก็ยังรู้สึกประท้วงในใจ แต่สุดท้ายแล้วก็พบว่า ยังไงๆ แล้ววิทยาศาสตร์มันก็ต้องเอื้อกับสังคม มันเริ่มรู้สึกดี และผมถือว่าเป็นคนกลุ่มวิทย์ที่มาด้านสังคม แม้ว่างานจะยังต้วมเตี้ยมอยู่ก็ตาม" นายยงยุทธ เผยความรู้สึก

สำหรับตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" ในสายตานักการเมืองทั่วไป อาจเหมาะสำหรับสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลบางท่านที่พลาดเก้าอี้ "รัฐมนตรีว่าการ" กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หรือมันคือรางวัลปลอบใจ ให้กับนักการเมืองที่อกหักและถูกใช้เป็นเกมส์การเมืองในการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง แต่สำหรับ นายยงยุทธ กลับมองว่า การทำหน้าที่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และหัวใจสำคัญของคนที่จะมาเป็นรองนายกฯ ก็คือ ต้องมีความสามารถบริหารจัดการจากความหลากหลายของหน่วยงานที่ต้องทำงานร่วมกัน หรือ Multi Agengcy

นายยงยุทธ บอกว่า ยังไม่ได้รับมอบหมายถึงขอบเขตความรับผิดชอบ และงานแต่ละชิ้น แต่ละประเด็นของทุกกระทรวง ต้องประสานกับหลายกระทรวง เพื่อร่วมกันทำงานให้ลุล่วง เช่น งานการหลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุขเพียงกระทรวงเดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทรวงการคลัง ซึ่งแต่ละหน่วยงานเข้ามารวมเป็นทีม โดยมีรองนายกฯ เป็นผู้บริหารงาน

ส่วนที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะควบตำแหน่งรมว.วิทยาศาสตร์ฯ ด้วยนั้น นายยงยุทธ ระบุว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีฯ ควรเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ไฟแรงได้แสดงฝีมือ ส่วนตนนั้นคลุกคลีอยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์มานาน และมีพันธมิตรในศูนย์วิทยาศาสตร์ แต่หากต้องการให้ทำงานด้านนี้ก็พร้อมทุกเมื่อ

สำหรับสาเหตุการถูกเชิญเข้าร่วมครม. อาจเป็นเพราะความสนิทสนมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ นั้น นายยงยุทธ ปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มาทราบภายหลังว่า สมัย พล.อ.ประยุทธ์ เคยศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ อาจารย์ที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์นั้น คือป้าของ รศ.อรชุมา ยุทธวงศ์ ภรรยาของตน

"เรื่องที่ท่านมาจากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ เคยมีโอกาสเรียนถามท่านเมื่อปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็เคยเรียนหนังสือกับคุณป้าของภรรยาผม ซึ่งสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนแห่งนี้" นายยงยุทธ ระบุ

สำหรับนโยบายหลักในการทำงานนั้น รองนายกฯผู้นี้ ชี้แจงว่า จะทำอย่างไรให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน หรือยกระดับบุคคลรายได้ปานกลางขึ้นมา ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท่านนายกฯ เคยกล่าวไว้ "อยากเห็นคนไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง"

เราทุกคนต้องช่วยกันตีความและช่วยกันค้นหาคำตอบ โดยนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน เคยบอกว่าเป็นเรื่องยากที่จะหลุดพ้น ตราบใดที่โปรดักติวิตี้ (Productivity)หรือ ผลผลิตต่อหัว ไม่ขยับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะกระบวนการผลิตสินค้าประเภทใดก็ตาม จริงอยู่ที่ปัจจุบันประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้ามาถึงระดับหนึ่งแล้ว มีความแข็งแกร่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเกษตร แต่หากเราไม่พัฒนาก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ ในระยะยาวประเทศก็จะตกต่ำ

ในส่วนของการปฏิรูปด้านการศึกษา นายยงยุทธ บอกว่า เป็นด้านที่มีคนให้ความสนใจและเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งการปฏิรูปด้านการศึกษานั้นมีหลายแง่มุม อาทิ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาทางเลือก หรือการศึกษาตลอดชีวิต โดยเฉพาะระดับอาชีวศึกษาที่ถือว่าขาดแคลน จนองค์กรธุรกิจบางแห่งที่พอมีกำลังพอ ที่จะจัดตั้งสถาบันการศึกษา แล้วผลิตบุคลากรในสาขาที่ต้องการตรงกับสายงานในองค์กรตนเอง เช่น ซีพี และโรงแรมดุสิตธานี

"หากเราต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศ เพิ่มศักยภาพประเทศ คงหนีไม่พ้นเรื่องการพัฒนาด้านการศึกษา ที่ปัจจุบันโครงสร้างระบบการศึกษาของเราแย่มาก ทั้งที่รูปแบบการเรียนการสอนยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไป ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากที่เคยเป็นฤาษีผู้มีวิชามอบให้ศิษย์ ต้องเปลี่ยนไปเป็นเพื่อนที่ค่อยแนะนำทาง หรือเป็นโค้ช ซึ่งครูจำนวนมากยังไม่เข้าใจอย่างเพียงพอกลับให้เน้นวัตถุมากกว่าจิตวิญญาณ"

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น นายยงยุทธ ระบุว่า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในระยะสั้นๆ เท่านั้น ส่วนระยะยาวนั้น ต้องการเห็นว่าเป็นประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วจริงๆ ซึ่งอาจตั้งธงไว้ภายใน 10 หรือ 15 ปี แต่นั้นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลนี้จะต้องต่ออายุให้ยืนยาว ขอเป็นเพียงแค่ผู้วางรากฐานไว้ให้กับรัฐบาลต่อๆ ไป และคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะบรรลุเป้าหมายนี้

อย่างไรก็ตาม หากจะให้เปรียบเทียบบุคคลิกและสไตล์การทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แล้ว นายยงยุทธ ระบุว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ขรึมกว่า ชอบทำงานเงียบๆ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนทำงานละเอียด เวลาทำงานจะมีเอกสารต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จะอ่านกระดาษทุกแผ่นที่ส่งถึง

ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า รัฐบาลสุรยุทธ์เคยทำเสียของนั้น นายยงยุทธ กลับให้ความเห็นแย้งว่า ครั้งที่แล้วไม่ถือว่าเสียของซะทีเดียว เพราะอย่างน้อยส่วนรัฐบาลสุรยุทธ์ได้ผลักดัน จนเกิดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือสวทน. และยังเกิดสมาคมวิชาชีพวิทยาศาสตร์ แม้สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพียงเรื่องระดับทางเทคนิค เกิดประโยชน์เฉพาะคนภายในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสุดท้ายเรื่องการเมืองภาพใหญ่ ก็มาเกิดเป็นอุปสรรคการทำงานอื่น เป็นกระแสกลบประเด็นต่างๆ ทั้งหมดไว้

"การทำงานในครั้งนี้ มีโอกาสที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างที่เราต้องการ และสาเหตุที่ผมรับตำแหน่งนี้ เพราะคิดว่ามันเป็นอะไรที่มีความสำคัญ และอย่าลืมว่าก่อนที่จะมาจุดนี้ คนไทยทุกคนล้วนเป็นห่วงการเมืองไทยว่า จะไปไม่รอด ทั้งๆ ที่ด้านเศรษฐกิจเราแข็งแรง แต่การเมืองกำลังถึงทางตัน ฉะนั้นหากจะมีหนทางเดินไปข้างหน้า อย่างการมารับหน้าที่เป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อจัดระเบียบ ซึ่งคนในสังคมก็เห็นด้วย อย่างนั้นแล้วเราทุกคนก็ควรจะเข้ามาช่วยกันร่วมกันปฏิรูปประเทศไทยไปด้วยกัน" นายยงยุทธ กล่าวทิ้งท้าย