'ประยุทธ์'แนะแก้เผด็จการรัฐสภา

'ประยุทธ์'แนะแก้เผด็จการรัฐสภา

(รายงาน) "ประยุทธ์"แนะแก้เผด็จการรัฐสภา ลั่นสร้างประวัติศาสตร์ปฏิรูปประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายการดำเนินการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต "กรุงเทพธุรกิจ" สรุปใจความสำคัญมานำเสนอ

"วันนี้อยู่ในโรดแมพระยะที่ 2 ต้องทำให้บ้านเมืองเกิดความเรียบร้อย เราจะมาสร้างประวัติศาสตร์กัน เพราะการปฏิรูปประเทศไทยไม่เคยเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาเป็นประวัติศาสตร์ทั้งสิ้นว่าเราจะทำอะไรให้แผ่นดินนี้

ที่ผ่านมาทุกกระทรวงทำงานด้วยดีเสมอมา เพื่อเตรียมการปรองดองสมานฉันท์นำไปสู่การปฏิรูป รวมถึง 3-4 เดือนที่ผ่านมา บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น ทุกคนทราบดีว่าเราต้องดำเนินการทางกฎหมายให้ต่อเนื่องเพื่อรักษาสถานภาพในขณะนี้ให้ได้ ซึ่งประชาชนทุกคนและทุกฝ่ายมีความพอใจ อาจจะกระทบกระเทือนบางฝ่ายบ้าง ซึ่งต้องดูแลต่อไป เป็นหน้าที่ของ ครม. (คณะรัฐมนตรี) ใหม่ที่ต้องดูแลให้เป็นรูปธรรม ไม่ให้เป็นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่การจัดตั้ง สปช. ขอขอบคุณสื่อทุกแขนงที่ได้ช่วยกันประชาสัมพันธ์การสมัคร สปช.เป็นไปได้ด้วยดี จากนี้เราจะคัดเลือกคนอย่างไรให้คน 8-9 พันคนเหลือ 250 คน ท่ามกลางความสนใจและความกดดันต่างๆ ที่เกิดขึ้น วันนี้มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่มีผลกระทบและมีส่วนร่วมในความขัดแย้ง รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการปฏิรูปเข้ามาสมัครทั้งหมด ดังนั้นเรื่องนี้อยากให้คณะกรรมการคัดสรรทุกคนพิจารณาให้เป็นธรรมว่าทำอย่างไรจะปฏิรูปได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งต่อไป

แต่ละคณะมียอดที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าประชาชนสนใจกลุ่มใดมากกว่า แสดงว่าเรื่องนั้นคือปัญหาสำคัญที่จะต้องดำเนินการให้ได้โดยเร็ว เพราะฉะนั้นจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นงานยากที่จะคัดคนเหล่านี้เข้ามาให้เหมาะสม ผมจะหาโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกว่าจะร่วมมือกับเราได้อย่างไร จำเป็นต้องนำเขาเข้ามาด้วย การคัดสรรจากวันนี้เป็นต้นไป เราจะนำมาพิจารณาและเสนอให้ คสช. พิจารณาอีกครั้งโดยเร็ว

ในส่วนผู้สมัครแต่ละด้านจะถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการคัดสรรให้เหลือด้านละ 50 คน ในจำนวน 11 ด้านจะได้ 550 คน จากนั้น คสช.จะตั้งคณะกรรมการของ คสช.คัดเลือกให้เหลือ 173 คน และในส่วนของตัวแทนจังหวัด จังหวัดละ 77 คน ทั้งนี้ไม่ต้องห่วงว่าจะล็อกสเปค เพราะไม่รู้จักใครสักคน ถือว่าเป็นโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม

ขอฝากคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้าน และคสช. คัดเลือกด้วยความละเอียด รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณภาพ มุ่งมั่น เสียสละอย่างแท้จริง เพื่อเข้ามาเป็น สนช.ที่ต้องทำงานเพื่อให้ประเทศไทยมีการปฏิรูปโดยมีผลสัมฤทธิ์ที่สมบูรณ์ เพื่อเป็นอนาคตและประชาธิปไตยที่เหมาะสม และปฏิรูปประเทศไทยด้านต่างๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้า ประชาชนมีความผาสุกอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้การมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนอกจาก สปช. ทาง คสช.ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงได้กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยในระยะที่ 1 มีสำนักงานปฏิรูป ที่ผ่านมามีการถกแถลงและได้ข้อสรุปมาเป็นหนังสือ ซึ่งข้อสรุปจากหนังสือไม่ได้เป็นการชี้นำ แต่เป็นแนวทางส่วนหนึ่งในการที่จะคิดต่อหรือคิดใหม่ และไม่ได้เป็นการตีกรอบให้ สปช. ผมจะมอบให้ผู้เกี่ยวข้องได้นำไปศึกษา

เมื่อตั้ง สปช.แล้ว กระบวนการต่อไปจะทำอย่างไรให้ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกเป็น สปช.เข้ามามีส่วนร่วมให้ได้ เพราะฉะนั้นในช่วงระยะที่ 2 ผมจะให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมทำงานควบคู่ไปกับ สปช. เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ประชาชนส่งมาให้ ต่อจากนั้นจะส่งให้เลขาธิการรัฐสภา เพื่อส่งไปให้ สปช.ให้ได้ครอบคลุมทุกเป้าหมายที่ต้องการ

ทั้งนี้ในส่วนภูมิภาคได้สั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ระดับภาค หรือระดับจังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมเป็นผู้รวบรวมความคิดเห็น เพื่อให้ควบคู่ไปพร้อมกับสปช.ด้วย

ผมอยากให้แนวทางไว้อย่างแรกจากการปฏิรูป 11 ด้านที่จะแตกออกเป็นร้อยเรื่องนั้น จะให้มาทำทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะมีระยะเวลาจำกัด ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก เช่น ด้านการเมือง เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงเร็วและบีบรัดเข้ามา ดังนั้นเราต้องไปกำหนดให้ชัดเจน สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือการจัดระเบียบการปฏิรูปให้ได้ว่าจะทำอะไรก่อน แล้วก็ทำทันทีให้มีผลสัมฤทธิ์ และอะไรที่จะส่งต่อเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เช่น ปฏิรูปการศึกษา จนกระทั่งการปรับปรุงโครงสร้างสังคมต่างๆ ก็ทำในระยะยาว

วันนี้หลายคนบอกว่าการปฏิรูปต้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนทำ ผมอยากบอกว่าแล้วทำได้หรือไม่ เห็นว่าบอกมาหลายรัฐบาลแล้ว ไม่ว่าตอนไหนก็แล้วแต่ อะไรที่ทำก่อน หรือทำหลัง พอเราจัดให้ทำ ก็บอกว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งมันก็ไม่เป็นธรรมกับผม

สำหรับข้อมูลที่ส่งให้นั้น ผมไม่ได้ทิ้งของใครเลย ทั้งที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ พรรคการเมือง ฝ่ายความขัดแย้ง ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน จนเกิดความเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นของ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี นายแพทย์ประเวศ วะสี ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ และท่านอื่นๆ อีกมาก ซึ่งทุกคนมีความคิดที่ตรงกันและเป็นประโยชน์ แต่ก็มีบางอย่างไม่ตรงกัน จึงต้องหาจุดที่จะจูนให้ตรงกัน โดยไม่มีอัตตาตัวตนทั้งสิ้น

ผมเคยบอกไว้ถ้าหากคิดถึงแต่ตัวเอง ทำอะไรเพื่อใครก็จะไม่มีวันจบ อยากให้คิดไปข้างหน้า แล้วก็ระวังหกล้ม แต่อย่ามาใช้คำที่สื่อเอาไปลงว่าผูกเชือกรองเท้าผ้าใบแล้วเดินเลย ใครจะบ้าไปทำอย่างนั้น เป็นการแปรเจตนาของผมผิด

ปัญหาต่อไปที่เป็นประเด็นสำคัญที่สุด คือ การปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนบอกว่าดีแล้ว บางคนบอกว่าต้องปรับปรุงแก้ไข นี่คือสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนทันทีและต้องมีผลสัมฤทธิ์ เพราะเป็นอนาคตของเรา

ผมอยากให้ระดมสติปัญญาของคนไทยในการที่จะนำการเมือง นำประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับคนไทย เพราะคนไทยไม่เหมือนกับชาติอื่นในโลกนี้ เป็นคนที่ชอบแสดงความคิดเห็นแต่ไม่ยอมรับความแตกต่าง ซึ่งคิดแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องไปหาวิธีว่าทำอย่างไรที่จะนำความแตกต่างมาให้เกิดผลผลิตโดยรวม อะไรที่ยังไม่เห็นด้วย ทำไม่ได้ ก็อย่าไปทะเลาะกัน ถ้าทะเลาะกันทุกเรื่องก็แก้ไขอะไรไม่ได้

จะสร้างกลไกการปกครอง การใช้อำนาจรัฐอย่างไร อย่าไปคำนึงว่าเพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต อย่าไปคิดแบบนั้น ถ้าไม่มีสาเหตุไม่มีใครไปยึดอำนาจอยู่แล้ว นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าดีอยู่แล้วใครจะมายึด จะมายึดให้มันโง่ทำไม ดังนั้นจะต้องไปแก้ไขปัญหาให้ได้ อย่าไปคำนึงตรงนั้น ต้องคำนึงว่าบุคคลที่จะมาเป็นรัฐบาลและนักการเมืองนั้นจะมาจากการเลือกตั้ง หรือไม่ได้มาจากสิ่งที่ผมพูด อย่า

ผู้รู้เขียนมาว่า ระบบรัฐสภาสมัยก่อนมีสภาคู่ มีรัฐสภาและรัฐบาล ก็มีอำนาจแยกกัน อยู่มาเป็นร้อยปีที่มีประชาธิปไตย หลังจากนั้นก็มี ส.ส. มีพรรคการเมือง และกลายเป็นอำนาจสภาเดียว แบบอำนาจเดียว ฉะนั้นกลายเป็นว่าสมัยก่อนสภาคุมรัฐบาลได้ แต่วันนี้รัฐบาลและสภาคุมกันไม่ได้ จึงต้องมีเสียงข้างมากพรรคเดียว หรือ หลายพรรคร่วมกัน กลายเป็นองค์กรเดียวในทางปฏิบัติ

จะต้องไปดูว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้ว นักการเมืองควรจะต้องทำอย่างไร ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือนจะต้องทำตัวอย่างไร แต่จะมาบอกว่าทำแบบเดิม จะทำตามคำสั่ง ประเทศชาติก็จะถอยหลังกลับไปเก่า ในยุโรปมีหลักการแยกกลไกบริหารและนิติบัญญัติออกจากกัน เหตุผลทราบดีกันอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องนำไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไร

ในการบัญญัติรัฐธรรมนูญก็มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องทำต่อ โดยฟังเสียงจากสภาปฏิรูปว่าจะทำอย่างไรไม่ให้รัฐบาลที่เข้ามามีอำนาจบิดเบือนการใช้อำนาจข้อกฎหมายหรือบทบัญญัติต่างๆ ซึ่งจะต้องไปทำให้จบ เพราะทุกอย่างเป็นกฎหมายหมด ไม่ใช่ว่าพูดเสร็จหรือปฏิรูปเสร็จแล้วมีมติออกมาก็ทำเลย แต่จะต้องมีกฎหมายเข้ามาช่วย

ฉะนั้นเรื่องอำนาจเผด็จการรัฐสภา ที่บางคนกล่าวว่ามีเผด็จการทหาร มีเผด็จการรัฐสภา เรื่องนี้จะต้องไปดูเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยเกินไป ถ้าดีก็ไม่ต้องเปลี่ยน หรือยุบสภาแล้วจะทำอย่างไร หรือกรณีที่นักการเมืองมีคดีความจะทำอย่างไร ใครจะสอบสวน หรือจะยุบสภา หรือเลือกตั้งใหม่ ก็จะต้องไปหากันให้ชัดเจน

ต้องไปดูว่าจะดำเนินการอย่างไรไม่ให้มีการอาศัยเรื่องผลประโยชน์มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเพื่อให้เกิดการปกครองแบบนั้น ซึ่งมันไม่ได้ แต่จะต้องอย่าลืมคำว่ามีเสถียรภาพของรัฐบาลด้วย หากไม่มีเสถียรภาพมันก็ไปไม่ได้เหมือนกัน ทั้งนี้การพูดถึงแนวทางไม่ได้เป็นการชี้นำอะไร แต่ผมพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง