ศาลอุทธรณ์ชี้ชะตาคดีใบเหลือง "สุขุมพันธุ์" วันนี้ เผยผลออกได้ 2 แนวทาง "เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ใหม่-ยกคำร้อง"
ชี้หากศาลสั่งพ้นเก้าอี้ ปลัดกทม.ขึ้นรักษาการแทน ขณะที่ "อัยการสูงสุด" สั่งฟ้องคดีอาญา "คุณหญิงจารุวรรณ" สมัยนั่งผู้ว่าการสตง. พ่วงผอ.บริหารงานบุคคล ปมจัดสัมมนาต่างจังหวัดไม่ชอบ
ศาลอุทธรณ์นัดพิพากษาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 3 ต่อ 2 สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หลัง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) จากพรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้ง แต่ถูกร้องเรียนกระทำการหาเสียงใส่ร้ายให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม ขัดพ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นมาตรา 57 (5) มีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต วันนี้ (5 ก.ย.) เวลา 09.30 น.
นายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกประจำตัวผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะเดินทางไปฟังคำตัดสินพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร โดยจากการพูดคุยล่าสุดกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ สภาพจิตใจของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็ยังคงปกติ ไม่มีความวิตกกังวลในเรื่องใด เนื่องจากยังคงมั่นใจในการต่อสู้ทางคดี ซึ่งทั้งพยาน หลักฐาน เอกสาร ที่นำมาต่อสู้นั้นมีน้ำหนักมากพอ
นอกจากนี้คณะทีมกฎหมายยังได้ศึกษาเนื้อหาคดีที่เกี่ยวข้อง มีลักษณะใกล้เคียงกันในอดีต ก็พบว่าคำตัดสินจะเป็นไปในลักษณะยกคำร้องทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวทางคำตัดสินของศาลจะมี 2 ทาง คือ ให้มีเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ใหม่ตามคำร้องของ กกต. หรือยกคำร้อง ซึ่งหากให้มีการเลือกตั้งใหม่ จะทำให้ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ทีมงานการเมืองที่ประกอบด้วย รองผู้ว่าฯกทม. ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. เลขานุการผู้ว่าฯกทม. และโฆษกกทม.สิ้นสุดการทำหน้าที่ทันที
ทั้งนี้ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 กำหนดไว้ว่า หากผู้ว่าฯกทม. พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นใดนอกจากการออกตามวาระ ให้ปลัดกทม. เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ถ้าไม่มีปลัดกทม. หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งรองปลัดกทม. หรือข้าราชการกทม.ผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ว่างลง ปลัดกทม.จะต้องดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าฯ กทม.โดยตำแหน่งทันที ทั้งนี้หากปลัดกทม.ครบวาระเกษียณอายุราชการ วันที่ 30 ก.ย.นี้ รัฐบาลชุดใหม่ หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะเป็นผู้เสนอรายชื่อเข้ามาทำหน้าที่แทนผู้ว่าฯกทม.ต่อไป
อสส.ฟ้อง"จารุวรรณ"ปมจัดสัมมนาไม่ชอบ
นางสันทนี ดิษยบุตร รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงว่า กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และนายคัมภีร์ สมใจ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2546) ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในการจัดสัมมนา จ.น่าน เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2546 นั้น ภายหลังที่คณะทำงานร่วมอัยการ และ ป.ป.ช.รวบรวมพยานหลักฐานพร้อมสรุปความเห็นเสนอนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด(อสส.) แล้วเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา
อัยการสูงสุด ก็ได้มีคำสั่งให้ฟ้องคดีอาญา คุณหญิงจารุวรรณ และนายคัมภีร์ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83 ตามข้อยุติของคณะทำงานร่วม ซึ่งกล่าวหาว่าเมื่อครั้งคุณหญิงจารุวรรณ ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการ สตง. ได้ร่วมกับพวก จัดให้มีการสัมมนาขึ้นที่ จ.น่าน ทั้งที่ไม่ได้มีการสัมมนากันจริง แต่เพื่อให้บุคคลที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนาไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน สามารถเบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้
โดยคดีนี้ได้มีการแจ้งข้อหาไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับพยานหลักฐานไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2556 โดยเมื่อคณะทำงานร่วมอัยการและ ป.ป.ช.ได้ใช้เวลา 1 ปีรวบรวมพยานหลักฐานจนครบถ้วนแล้ว จึงส่งให้อัยการสูงสุด เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อัยการได้มีหนังสือแจ้งให้ ป.ป.ช.นำตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง มาส่งให้อัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาโดยเร็วแล้ว และหลังจากที่อัยการสูงสุด มีคำสั่งให้ฟ้องแล้วก็ได้มอบหมายให้อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 5 เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนยื่นฟ้องคดี หาก ป.ป.ช.นำตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 2 คนมาส่งให้อัยการ
ศาลรธน.ตัดสินยุบพรรคไทยพอเพียง17ก.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าว ผลการพิจารณาคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้รวมเรื่องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องขอให้ศาลฯ มีคำสั่งยุบพรรคไทยพอเพียง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 93 ประกอบมาตรา 82 มาตรา 97
และมาตรา 98 กรณีที่พรรคไทยพอเพียงได้รับเงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมืองประจำปี 2555 จำนวน 664,000 บาท แต่กลับมีการใช้เอกสารปลอมในการจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรค นอกจากนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองยังขอให้ศาลฯ มีคำสั่งตัดสิทธิทางการเมืองของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ศาลฯ มีคำสั่งยุบพรรค
ทั้งนี้ ศาลฯพิจารณาแล้วเห็นว่า มีคำสั่งให้รวมคดีทั้งสอง เพื่อพิจารณาในคราวเดียวกัน และให้หัวหน้าพรรคไทยพอเพียงยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาภายในเวลา 15 วัน นับตั้งแต่ที่ได้รับหนังสือ พร้อมนัดอ่านคำวินิจฉัย ในวันที่ 17 ก.ย. เวลา 14.00 น.





