อัยการสูงสุดไม่ชี้ขาด "ยิ่งลักษณ์" ถูกกล่าวหาทุจริตจำนำข้าว แจงเหตุพบข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวน
เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมกันใน 14 วันเพื่อสอบเพิ่มเติม ย้ำต้องระบุให้ชัดทุจริตอย่างไร ละเว้นหน้าที่หรือไม่ นายกฯสั่งยุตินโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาได้หรือเปล่า ปูดสำนวน ป.ป.ช.ไร้รายละเอียด อ้างผลวิจัยทีดีอาร์ไอ แต่ส่งแค่ปก ไม่มีเนื้อหา
นายวันชัย รุจนวงศ์ รักษาการอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วย นางสันทนี ดิษยบุตร รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และ นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ร่วมกันแถลงข่าวที่ห้องประชุมสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เมื่อวานนี้ (4 ก.ย.) ถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในโครงการรับจำนำและระบายข้าว
ทั้งนี้ สำนวนของ ป.ป.ช.ระบุความผิดของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ว่า กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจากพฤติการณ์ที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายในโครงการรับจำนำและระบายข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (กฎหมาย ป.ป.ช.)
นายวันชัย กล่าวว่า คณะทำงานรับผิดชอบสำนวน 9 คนซึ่งอัยการสูงสุดตั้งขึ้น ที่มี นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้า ได้ตรวจสำนวนพยานหลักฐานของ ป.ป.ช.และสรุปความความเห็นเป็นเอกฉันท์เสนอ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุดว่า สำนวนคดียังมีข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาได้ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า สำนวนของ ป.ป.ช. มีประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับ ป.ป.ช. พิจารณา 3 ประเด็น ประกอบด้วย
1.ประเด็นเรื่องโครงการรับจำนำข้าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้เป็นนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 178 บัญญัติให้ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาด้วย ดังนั้นจึงควรรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความชัดว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการที่จะยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาแล้วหรือไม่
2.ประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรทำการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความว่า ภายหลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกท้วงติงจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตหรือไม่ อย่างไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร
3.ประเด็นเรื่องการทุจริต ควรไต่สวนพยานเพิ่มเติมให้ได้ความว่า โครงการรับจำนำข้าวที่ยืนยันว่ามีการทุจริตนั้น พบการทุจริตในขั้นตอนใด และมีการทุจริตอย่างไร นอกจากนั้นที่มีการกล่าวอ้างถึงรายงานวิจัยโครงการนโยบายข้าวของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ว่าโครงการดังกล่าวมีการทุจริตและมีความเสียหายจำนวนมาก ในสำนวนการไต่สวนปรากฏว่ามีเพียงหน้าปกรายงานวิจัยเท่านั้น จึงให้รวบรวมรายงานวิจัยทั้งฉบับเป็นพยานหลักฐานในสำนวนการไต่สวนให้สมบูรณ์ด้วย
ตั้งคณะทำงานร่วมฝ่ายละ10คนใน14วัน
นายวันชัย กล่าวต่อว่า สำนักงาน อสส.ได้มีหนังสือแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ไปยัง ป.ป.ช.แล้ว เพื่อดำเนินการตั้งคณะทำงานร่วมอัยการ และ ป.ป.ช.ฝ่ายละ 10 คนภายใน 14 วันแล้ว โดยผู้แทนฝ่ายอัยการที่จะไปร่วมเป็นคณะทำงานดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นคณะทำงานเดิมชุดของ นายวุฒิพงศ์ รองอัยการสูงสุด ซึ่งการตั้งคณะทำงานนั้นเพื่อร่วมกันพิจารณาหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ แล้วให้รวบรวมพยานหลักฐาน หรือไต่สวนพยานเพิ่มเติมที่จะทำให้สำนวนคดีมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และหาข้อยุติของคดีต่อไป
ส่วนระยะเวลาการพิจารณาของคณะทำงานร่วมดังกล่าว ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในสำนวนว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคณะทำงานร่วมจะเป็นผู้กำหนดกรอบระยะเวลา โดยตามขั้นตอนเมื่อคณะทำงานร่วมพิจารณาประเด็นที่ไม่สมบูรณ์เสร็จสิ้น ก็ต้องสรุปความเห็นเสนออัยการสูงสุดชี้ขาดอีกครั้ง ถ้าหากมีความเห็นตรงกันให้สั่งฟ้อง ก็จะนำคดียื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป แต่ถ้าอัยการสูงสุดไม่ฟ้อง ก็จะส่งสำนวนกลับคืนให้ ป.ป.ช.ซึ่งสามารถแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เอง
แฉไม่ลงรายละเอียดทุจริตอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามถึงสำนวนของ ป.ป.ช.ที่ว่าไม่สมบูรณ์นั้น มีรายละเอียดอะไรบ้าง นายวันชัย กล่าวว่า รายละเอียดในสำนวน ป.ป.ช. ระบุเพียงว่ามีการทุจริตทุกขั้นตอน แต่ไม่ลงรายละเอียดว่ามีการทุจริตอะไรบ้าง ตรงส่วนไหน ที่ไหน อย่างไร ใครเป็นคนทำ และผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งหากคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์มากกว่านี้ ดังนั้นขณะนี้ถือว่ายังไม่เพียงพอ
เมื่อซักว่า ผลวิจัยของทีดีอาร์ไอ ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญในคดีหรือไม่ นายวันชัย กล่าวว่า ผลวิจัยของทีดีอาร์ไอก็เป็นส่วนหนึ่งในพยานหลักฐาน แต่ในสำนวน ป.ป.ช.ไม่นำเนื้อหาของผลงานวิจัยทั้งหมดมาใส่ในสำนวนคดี มีเพียงหน้าปกของงานวิจัยเท่านั้น จึงทำให้ไม่ทราบรายละเอียด
เล็งสอบพยานเพิ่ม-ถกปมขอเป็นธรรม
โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า การพิจารณาสำนวนในลำดับต่อไป คณะทำงานร่วมจะต้องพิจารณาให้พยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง 3 ประเด็นที่ทางอัยการสูงสุดแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจจะต้องมีการสอบปากคำพยานเพิ่มเติม และรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยจะพิจารณาไปพร้อมกับประเด็นที่ทนายความผู้ถูกกล่าวหาได้ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา
"การตั้งคณะทำงานร่วมเนื่องจากสำนวนยังไม่สมบูรณ์ในคดีนี้ คล้ายกับคดีของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินกับพวกรวม 2 คนที่ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งอัยการสูงสุดเห็นว่าจะต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมอัยการ-กับ ป.ป.ช.พิจารณาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้สำนวนมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วหากคดีขึ้นสู่ศาล ถ้าศาลยกฟ้องใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จะไปบอกว่าทาง ป.ป.ช.ไต่สวนบกพร่องหรืออัยการบกพร่องก็คงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องทำให้ดีที่สุด เหมือนคดีคุณหญิงจารุวรรณ เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วนสมบูรณ์ อัยการสูงสุดก็มีความเห็นสั่งฟ้องในที่สุด" นายวันชัย กล่าว พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาสำนวนคดีนี้ไม่มีแรงกดดันทางการเมือง ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐานและกฎหมาย
ชงเรื่องเข้าที่ประชุม ป.ป.ช.อังคารหน้า
ด้านความเคลื่อนไหวจากสำนักงาน ป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช.ได้รับหนังสือแจ้งข้อไม่สมบูรณ์จากสำนักงานอัยการสูงสุด ก็จะได้สรุปรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในวันอังคารที่ 9 ก.ย.นี้ทันที รวมถึงจะได้พิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ที่อัยการสูงสุดชี้แจงรายละเอียดมาเป็นประเด็นๆ เป็นข้อๆ ให้ที่ประชุมได้รับทราบ รวมถึงรายชื่อและจำนวนของคณะทำงานฝ่ายอัยการที่จะตั้งมาทำงานร่วมกับ ป.ป.ป.ด้วย และตามปกติต้องตั้งในจำนวนที่เท่ากัน
ทั้งหมดจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน หลังจากนั้นจะเวลารวบรวมพยานหลักฐานที่คณะทำงานร่วมฯต้องดำเนินการอีก 14 วัน ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 11 ของกฎหมาย ป.ป.ช. แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในกรอบระยะเวลาดังกล่าว ก็สามารถฟ้องคดีได้ภายในกำหนดอายุความ
ทั้งนี้ คณะทำงานร่วมฯจะต้องพิจารณาสำนวนร่วมกัน และส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาอีกครั้งว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ถ้าอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง จะมีการแจ้งกลับมายัง ป.ป.ช. ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ จากนั้นเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการฟ้องเองหรือไม่
มึนข้อไม่สมบูรณ์-ถามมองข้ามหรือไม่ได้อ่าน
ผู้สื่อข่าวถามถึง 3 ประเด็นที่สำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่าเป็นข้อไม่สมบูรณ์ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในประเด็นเหล่านั้นคณะทำงานร่วมฯจะต้องนำไปพิจารณาว่าพยานหลักฐานต่างๆ มีอยู่ในสำนวนแล้ว แต่ถูกมองข้ามหรือไม่ได้อ่านหรือไม่ ถ้ามีอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้พิจารณา ก็ต้องหารือร่วมกันและต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ โดยจะสอบเพิ่มเติมหรือขอเอกสารเพิ่มเติมก็แล้วแต่จะตกลงกัน
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่ ป.ป.ช.จะส่งเอกสารประกอบสำนวนไปเพียงหน้าปกของรายงานโครงการวิจัยของทีดีอาร์ไอ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญ โดยไม่แนบรายละเอียดไป ว่าเป็นไปได้หรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า "ถ้าอัยการตั้งประเด็นมาอย่างนี้ คณะทำงานร่วมฯก็ต้องไปดูว่ามีรายงานวิจัยฉบับนี้อยู่หรือไม่ ในเมื่อตั้งข้อไม่สมบูรณ์มา ก็ต้องไปดูให้ละเอียดว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ที่สำคัญคือเมื่อคณะทำงานร่วมดูรายละเอียดของหลักฐานในสำนวนแล้วจะส่งฟ้องหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ ป.ป.ช.จะส่งหลักฐานสำคัญไปเพียงหน้าปก โดยไม่ได้แนบรายละเอียด เป็นไปได้หรือไม่ว่าสำนวนมีจำนวนมาก อาจจะไม่เห็นก็ได้"





