กมธ.งบฯท้วงกสทช.ดูแลปชช.ให้ดีช่วงเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล หลังพบแจกคูปอง690บาท ด้านกสทช.ย้ำเรื่องกลไกแข่งขันด้า
การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 ที่มีนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีวาระพิจารณางบประมาณของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้รับงบประมาณ จำนวน 10 แห่ง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) เข้าชี้แจง
ทั้งนี้การพิจารณาดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ การซักถามของกรรมาธิการฯ อาทิ พล.ท.ชาตอุดม ติตถะสิริ, พล.ต.อ.ชนะ อยู่สถาพร ต่อประเด็นการดำเนินงานของ กสทช. เรื่องการควบคุมและกำกับการเปลี่ยนผ่านจากทีวีระบบอนาล็อก เป็น ระบบดิจิตอล ซึ่งล่าสุดพบว่า กสทช. เตรียมแจกคูปอง มูลค่า 690 บาทให้กับประชาชนเพื่อนำไปเป็นส่วนลด หรือแลกกล่องแปลงสัญญาณ (set top box) เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้พบว่าการแจกคูปองดังกล่าวยังไม่พอเพียงและทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระ เช่น การซื้อเสา หรือ การจ่ายเงินเพื่อซื้อช่องรายการของต่างประเทศ เช่น ระบบเคเบิ้ลทีวี ที่พบว่ารายการต่างประเทศ เช่น ช่องข่าวบีบีซี ต้องจ่ายเงินเพื่อให้ประชาชนสามารถรับชมได้ ทั้งที่ช่องข่าวสารควรเป็นสิทธิหรือปัจจัยพื้นฐานที่ผู้บริโภคควรจะได้รับ นอกจากนั้นแล้วได้เสนอให้กสทช. ควบคุมเรื่องคุณภาพของกล่อง set top box เพื่อให้มีอายุการใช้งานระยะยาว
ทั้งนี้นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ชี้แจงว่ามูลค่าคูปอง จำนวน 690 บาทนั้นได้พิจารณาราคาตามราคากลาง ที่เหมาะสมแล้ว ส่วนประเด็นการแจกเสานั้น ถือเป็นส่วนที่ผู้ขายต้องนำไปพิจารณาเพื่อแข่งขันด้านตลาดกับผู้ค้ารายอื่น
นอกจากนั้นแล้วในส่วนของสำนักงานสลาก กรรมาธิการฯ อาทิ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์, พล.ต.อ.ชนะ เสนอแนะให้สำนักงานสลากแก้ไขปัญหาการจัดสรรสลาก ด้วยระบบกระจายสลากให้เป็นธรรม นอกจากนั้นแล้วควรพิจารณาถึงการกระจายสลาก โดยให้สิทธิ์ท้องถิ่นดำเนินการ เหมือนกับสหรัฐอเมริกาที่แต่ละรัฐสามารถค้าสลากได้โดยตรง ซึ่งสามารถนำรายได้จากการจำหน่ายเข้าสู่ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาได้โดยตรง และควรพิจารณาปรับมูลค่าเงินรางวัลให้สูงขึ้นเพื่อเพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคนเกินไป โดย พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักสลากฯ ชี้แจงว่า ปัจจุบันบอร์ด กองสลากฯ ได้ใช้วิธีกระจายสลากไปยังผู้ค้ารายย่อย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียน ซึ่งยอดผู้ค้ารายย่อยที่ลงทะเบียบแล้ว จำนวน 2.5 แสนราย ขณะที่นิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียบไว้มีประมาณ 1 หมื่นราย ดังนั้นหลังจากการปิดรับลงทะเบียน ในวันที่ 5 ก.ย. นี้จะเชิญสื่อมวลชนเข้าชมการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ต่อการสุ่มเลือกผู้ค้ารายย่อยที่สำนักงาน นอกจากนั้นแล้วในส่วนของการแก้ปัญหารวมชุดสลาก หรือ ผู้ค้ารายย่อยไม่ได้รับการจัดสรรโควต้าอย่างทั่วถึงนั้นมติบอร์ดกองสลากฯ ระบุว่าจะจัดส่งสลากก่อน 3 วันที่จะมีการออกเลขสลาก เพื่อกำจัดการขายต่อสลากหรือรวมชุดสลากที่ทำให้มูลค่าสลากเพิ่มสูงขึ้นและไม่ได้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ คสช. กำหนดใบละ 80 บาท





