วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สศค.ชี้ลงทุนเอกชนเริ่มฟื้น

สศค. ชี้ลงทุนเอกชนเริ่มฟื้น เล็งปลดล็อคเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังแถลงภาวะเศรษฐกิจเดือนก.ค.2557 วานนี้ (28 ส.ค.) โดยพบสัญญาณการลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นตัวช่วยสำคัญ โดยมีรายละเอียดดังนี้

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังแถลงภาวะเศรษฐกิจวานนี้ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษก ระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ดูได้จากการนำเข้าสินค้าทุนที่ขยายตัวถึง 5.5% แต่ในสินค้าทุนดังกล่าว ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าสินค้าเครื่องบิน ขณะที่ ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ยังคงหดตัว -21.5% ต่อปี และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลพบว่า หดตัวเช่นกันที่ -2.1% ต่อเดือน

สำหรับการลงทุนในหมวดก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์พบว่าหดตัว -11.1% ต่อปี แต่เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลพบว่า ขยายตัว 5.0% ต่อเดือน ขณะที่ ยอดขายปูนซีเมนต์หดตัว-0.4% ต่อปี เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลพบว่า ขยายตัว 0.5% ต่อเดือน

ด้านการคลังในประเทศนั้น ขณะนี้ การใช้จ่ายเริ่มเร่งตัวขึ้น หรือ ขยายตัวถึง 17% ในเดือนก.ค.เทียบกับ 9 เดือนแรกที่ขยายตัวได้เพียง 2% เท่านั้น ถือเป็นปัจจัยบวกที่กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป

“ถามว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ เราเห็นว่า การเตรียมการไว้ก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียหาย แต่ถามถึงความจำเป็น ณ ขณะนี้ ถือว่า ยังไม่จำเป็น เพราะเรายังมีเม็ดเงินที่รอการเบิกจ่ายที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่อีกมาก โดยเฉพาะจากงบประมาณปี 2558 ถ้าเราสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายได้จริง ก็ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”เขากล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันยอดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 อยู่ที่ประมาณ 75% ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่ มีเป้าหมายที่จะเบิกจ่ายอยู่ที่กว่า 90% ดังนั้น จึงยังเหลือเม็ดเงินที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกมาก โดยกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการเพื่อปลดล็อกการเบิกจ่ายให้เร่งตัวได้ดีขึ้น สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 นั้น ทางรัฐบาลได้วางเป้าหมายที่จะเบิกจ่ายในไตรมาสแรกของปีให้ได้ 30% ของวงเงินงบประมาณ จากปกติที่เบิกจ่ายได้ 25% ของวงเงินงบประมาณ

“ในเดือนหน้า สศค.จะนำแผนการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งหมดเข้าสู่การคำนวณประมาณการภาวะเศรษฐกิจทั้งปี ซึ่งในส่วนของงบลงทุนนั้น เราเข้าใจว่า คงจะไม่มาก เพราะในช่วงแรกน่าจะเป็นระยะของการศึกษาโครงการ แต่ความชัดเจนของแผนการลงทุน จะทำให้ภาคเอกชนได้ตัดสินใจในการลง ทุน”เขากล่าวและประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดว่า จะขยายตัวได้ในระดับ 2%

ส่งออกทรุดปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ

นายเอกนิติกล่าวว่าในส่วนภาคการส่งออกยังขยายตัวช้ากว่าที่คาด โดยในเดือนกรกฎาคมขยายตัวติดลบ 0.9% และ ยังไม่มีแนวโน้มว่า จะขยายตัวได้ตามที่คาด โดยเฉพาะการส่งออกที่ไปยังประเทศจีน และ กลุ่มประเทศอาเซียนบวก 5 ที่ทำให้ภาคการส่งออกถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในระยะจากนี้ไป

“แม้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมถึง กลุ่มประเทศอินโดจีน จะยังสามารถขยายตัวได้ดี แต่ถ้าเอเชีย โดยเฉพาะจีน ยังไม่สามารถส่งออกได้ดี ก็ต้องยอมรับว่า การส่งออกเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย”

ทั้งนี้ หากจะทำให้ตัวเลขการส่งออกปีนี้ขยายตัวได้ในระดับเป้าหมายที่ 1.5% มูลการค่าการส่งออกนับจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีจะต้องอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งสศค.ก็ยังคาดหวังว่า จะสามารถทำได้ เพราะในช่วงปลายปี จะมีการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น

แม้ภาคการส่งออกจะไม่สามารถขยายตัวได้ตามคาด แต่การบริโภคในประเทศกลับดีขึ้น หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้าบริหารประเทศ แต่การบริโภคในประเทศเพียงด้านเดียวจะไม่สามารถทดแทนภาคการส่งออกที่ขยายตัวลดลงได้ หากไม่นับรวมด้านการลงทุนและการใช้จ่ายรัฐบาล ที่มีเม็ดเงินรอการเบิกจ่ายอยู่จำนวนมาก หากสามารถทำได้ทั้งสามด้าน ก็เชื่อว่า จะช่วยทดแทนภาคการส่งออกได้ โดยภาคการส่งออกมีสัดส่วนต่อจีดีพีถึง 70%

ในภาพรวมเศรษฐกิจเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเดือนแรกของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปี โดยสศค.พบว่า ภาคการใช้จ่ายเริ่มดีขึ้น ดูได้จากการบริโภคที่ดีตามดัชนีชี้วัดจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 3.6% แต่การบริโภคในประเทศก็ยังได้รับแรงกดดันจากการบริโภคสินค้าคงทนที่ลดลงจากมาตรการรถยนต์คันแรกในปีก่อนที่ขยายตัวสูง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งที่หดตัว -37.5% ต่อปี และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล หดตัว -7.5%ต่อเดือน

ด้านนางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปทานมีสัญญาณดีขึ้นจากภาคเกษตรกรรม โดยการผลิตในภาคเกษตรกรรมสะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรกรรมในเดือนก.ค. พบว่า ขยายตัว 4.3% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าที่หดตัว -0.6% ตามการเพิ่มขึ้นของผลผลิตในหมวดยางพารา และมันสำปะหลัง

เชื่อมั่นอุตฯเพิ่มต่อเนื่อง 3 เดือน

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคม 2557 ปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 89.7 ซึ่งเป็นผลมาจากผู้ประกอบการมีระดับความเชื่อมั่นมากขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายประกอบกับการดำเนินกิจการมีทิศทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่ม SMEs เป็นสำคัญ

สำหรับเครื่องชี้ภาคบริการที่สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม 2557 มีจำนวนทั้งสิ้น 1.92 ล้านคน ซึ่งหดตัวชะลอลงจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ -10.9% ต่อปี หรือขยายตัว 13.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลโดยเป็นนักท่องเที่ยวในกลุ่มภูมิภาคตะวันออกกลาง อาเซียน และแอฟริกา ที่กลับมาขยายตัวได้ดี

ด้านเสถียรภาพในประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่เสถียรภาพต่างประเทศยังคงแข็งแกร่งโดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.2%ต่อปี ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยอยู่ที่ 1.0% ของกำลังแรงงานรวม สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศที่อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งนั้น สะท้อนได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่ 169.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 2.7 เท่า สามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้