"อธิบดีกรมสรรพสามิต" เตรียมส่งร่างประมวลกม.ภาษีสรรพสามิต เสนอต่อรัฐบาลใหม่ก.ย.นี้ คาดมีผลบังคับใช้ภายในปี2558
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนเสนอร่างประมวลกฎหมายภาษีสรรพสามิตต่อรัฐบาลใหม่โดยเร็วที่สุดในเดือนก.ย.นี้ หลังร่วมรับฟังความเห็นทุกภาคส่วน และมีข้อสรุปร่วมกัน โดยในส่วนผู้ประกอบการ ยังเหลือกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่มและน้ำมัน ที่จะได้หารือร่วมกันต้นเดือนก.ย.นี้ จากนั้นจะเร่งสรุป และนำเสนอให้ระดับนโยบายกระทรวงการคลังพิจารณา และเสนอต่อรัฐบาลใหม่เพื่อให้มีผลบังคับใช้ไม่เกินปี 2558
ร่างประมวลกฎหมายภาษีสรรพสามิตดังกล่าว เป็นการนำกฎหมายสรรพสามิต 7 ฉบับ และประกาศกฎกระทรวง รวมถึงข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประมาณ 100 ฉบับ ที่ได้ประกาศใช้มานานมาปรับปรุงรวมเป็นฉบับเดียว เพื่อให้กฎหมายทันสมัยตามหลักสากล สร้างความเป็นธรรม โปร่งใส และลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่สรรพสามิตในการจัดเก็บภาษี
สาระสำคัญของกฎหมายจะเปลี่ยนฐานการคำนวณภาษี จากราคาหน้าโรงงานมาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ เพื่อให้การกำหนดราคาในการคำนวณภาษีผู้ประกอบการสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น และแก้ไขปัญหากรณีผู้ประกอบการนำเข้าสำแดงราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้เกิดปัญหาการตีความในหลายกรณี
หวังใช้ฐานภาษีเดียวกัน
"การคิดภาษีจากฐานราคาขายปลีกแนะนำ จะทำให้สินค้าประเภทเดียวกัน มีฐานภาษีเดียวกัน ยกตัวอย่าง รถยนต์ที่ผลิตในประเทศ จะเสียภาษี ณ ราคาหน้าโรงงาน ขณะที่ รถยนต์นำเข้า จะสำแดงราคาโดยอ้างอิงระบบราคาศุลกากรโลกหรือ แกตต์ ที่ผู้นำเข้ากำหนดราคาที่สำแดงด้วยตัวเอง ทำให้การสำแดงราคาไม่สะท้อนราคาแท้จริง หรือ ต่ำกว่าความเป็นจริง" เขากล่าว
การปรับการคำนวณภาษีครั้งนี้ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ผลิต รวมถึงผู้บริโภคที่จะแบกรับภาษีมากขึ้น เพราะได้พิจารณาปรับลดภาษีที่มีการจัดเก็บ เพื่อให้ภาระต้นทุนของผู้ประกอบการไม่ปรับเพิ่ม
"การปรับการคำนวณภาษี ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เรื่องของรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น แต่ยึดหลักที่ทำให้เกิดความเป็นธรรม และเมื่อทำแล้วผู้ประกอบการและผู้บริโภคก็จะต้องไม่ได้รับผลกระทบด้วย" เขากล่าว
กรณีที่ผู้ประกอบการยังแจ้งราคาขายปลีกแนะนำต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี กรมฯ มีวิธีตรวจสอบ โดยจะสำรวจและกำหนดราคาขายปลีกแนะนำ เพื่อนำมาสอบทานราคาที่ผู้ประกอบการแจ้งด้วยความร่วมมือของ 3 กรมจัดเก็บภาษี ในการตรวจสอบต้นทุน รายได้ และกำไร ของผู้ประกอบการ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่ควบคุมราคาสินค้า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี
"เรามีแผนที่จะเปิดเผยราคาขายปลีกแนะนำของผู้ประกอบการที่แจ้งมายังกรมฯ เพื่อให้ผู้บริโภคร่วมตรวจสอบได้ว่า ราคาขายปลีกแนะนำอยู่ที่เท่าใด หากราคาขายปลีกจริงสูงกว่าราคาขายปลีกแนะนำมาก ผู้บริโภคสามารถแจ้งมาที่กรมฯ หากพบแจ้งราคาต่ำ จะมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา" เขากล่าว
แอร์ลุ้นภาษีช่วยเคาะราคากลาง
นายถกล นิยมไทย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า การเปลี่ยนวิธีคำนวณภาษีจากฐานราคาหน้าโรงงานอุตสาหกรรม เป็นราคาขายปลีกแนะนำ มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้สินค้าเครื่องปรับอากาศมีราคากลาง เนื่องจากที่ผ่านมาเครื่องปรับอากาศยังไม่ได้กำหนดราคากลางที่ชัดเจน เพราะต้องบวกค่าติดตั้ง ค่าบริการ ค่าบำรุงรักษา ทำให้ราคาสินค้าปลายทางถึงผู้บริโภคค่อนข้างแตกต่างกัน
ทั้งนี้ ปัจจุบันสินค้าเครื่องปรับอากาศได้รับการยกเว้นภาษี 0% ขณะที่เครื่องปรับอากาศชนิดที่ใช้กับรถยนต์จะเสียภาษี 15%
ห่วงราคาสินค้าขยับ
แหล่งข่าววงการเครื่องดื่ม กล่าวว่า หากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต และมีการจัดเก็บภาษีกลุ่มเครื่องดื่มที่ได้รับการยกเว้นภาษีใน 111 รายการ เช่น การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มกาแฟ 20% จะทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นทันที 3-4 บาท จากปัจจุบันราคาขายกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มอยู่ที่ 13 บาท จะเพิ่มเป็น 16-17 บาททันที โดยราคาที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กำลังซื้อลดลง
ส่วนการใช้เกณฑ์ราคาขายปลีกมาเป็นฐานคำนวณภาษีนั้น ส่วนตัวมองว่าจะทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง หากภาษีที่จัดเก็บมีอัตราสูงขึ้น ผู้ผลิตก็จะผลักภาระสู่ผู้บริโภค
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% ในวันที่ 1 ต.ค.2558 มองว่าจะกระทบกำลังซื้อผู้บริโภคในวงกว้าง สุดท้ายก็กระทบการจัดเก็บภาษีของภาครัฐอยู่ดี
"รัฐควรดูทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ใครได้รับผลกระทบบ้าง ส่วนการยกเว้นภาษีเครื่องดื่มก็พิจารณาทั้งสองส่วน ด้านผลกระทบแก่ผู้ประกอบการ และเกษตรกร หากสินค้านั้นมีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรจริงๆ ก็ควรได้รับการยกเว้นตามวัตถุประสงค์เดิม" แหล่งข่าวกล่าว





