"อภิสิทธิ์" เขียนทางออกความขัดแย้งในสังคม กรณี"ท่อก๊าซ" ชี้ถ้าคืนมาเป็นของรัฐแล้ว ให้องค์การของรัฐบริหาร
เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่บทความของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ ระบุ หัวข้อว่า "ทางออกความขัดแย้งในสังคม : กรณีท่อก๊าซ"
รายละเอียด.. ขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เดินหน้าทำงานโดยจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ที่มีการเสนอโดย คสช. เข้าไปแล้ว ๑๐ ฉบับด้วยกัน ผมขอสนับสนุนการเร่งตรากฎหมายที่จะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น คือ ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งจะทำให้การใช้อำนาจของรัฐในการให้อนุญาตต่างๆ มีหลักเกณฑ์เวลาที่แน่นอนและตรวจสอบได้
สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินและการผลักดันการปฏิรูปนั้น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ได้ประกาศชัดแจ้งที่จะทำด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ อย่างไรก็ดี บนความตั้งใจของ คสช. ที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าสู่การปฏิรูปด้วยความมั่นคงนั้น ขณะนี้เริ่มมีปัญหาในบางเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหากละเลยไปก็จะเกิดความขัดแย้งที่อาจขยายตัวเป็นวงกว้างได้ เช่น เรื่องพลังงาน เรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร
ที่ดูจะเป็นประเด็นร้อนที่สุดในขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะประเด็นการดำเนินการเกี่ยวกับท่อก๊าซ ผมจึงเห็นด้วยที่จะชะลอการดำเนินการของปตท. ในการแยกบริษัทท่อก๊าซ และอยากให้สังคมย้อนกลับไปที่หลักการสำคัญในเรื่องนี้ก่อน คือการที่ระบบท่อก๊าซเป็นสาธารณูปโภคที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติ แผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสมัยรัฐบาลชวนจึงได้ระบุให้มีการแยกกิจการท่อก๊าซออกมาก่อนการแปรรูป แต่ต่อมาก็มิได้มีการดำเนินการตามแผนดังกล่าว จนเกิดการฟ้องร้องนำไปสู่คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ให้มีการแยกระบบท่อก๊าซที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง แต่การดำเนินการหลังคำพิพากษาดังกล่าว ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยปตท.ยังถือกรรมสิทธิ์อยู่ในระบบท่ออีกบางส่วน
ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูประบบพลังงาน คือ จะทำอย่างไรให้ระบบท่อก๊าซที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติกลับคืนมาเป็นของรัฐ โดยมีการชดเชยที่เป็นธรรมสำหรับ ปตท. แนวคิดที่ ปตท.นำเสนอว่าจะมีการแยกบริษัทท่อออกมาก่อน เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ท่อรายอื่นเข้ามาใช้ท่อได้ และมีแผนการที่จะโอนหุ้นให้กระทรวงการคลังในที่สุดนั้น ดูผิวเผินอาจจะเหมือนเป็นการดำเนินการไปในทิศทางนี้ แต่ในข้อเท็จจริง อาจไม่ได้เป็นการทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในระบบพลังงาน เนื่องจาก ปตท. เป็นผู้ประกอบการที่ใช้ท่อเป็นรายหลัก หากให้บริษัทท่อของปตท. เป็นผู้กำหนดกติกาการใช้ ก็จะสามารถอาศัยอำนาจเหนือตลาดที่ตนเองมีอยู่เก็บค่าบริการสูง ในขณะที่ตนเองสามารถใช้เทคนิคการโอนราคา เพื่อไปลดต้นทุนในส่วนอื่นได้ ซึ่งจะเป็นการทำให้มูลค่าของบริษัทท่อ สูงจากการอาศัยอำนาจการผูกขาด ทำให้ในที่สุดกระทรวงการคลังต้องเข้ามาซื้อหุ้นในราคาแพง ซึ่งเป็นภาระของประชาชนทั้งประเทศ แต่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นปตท. ผมจึงเห็นว่าขั้นตอนที่น่าจะดำเนินการควรจะเป็นดังนี้
๑) หาข้อยุติในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของระบบท่อทั้งหมด โดยเฉพาะในกรณีที่ยังมีการโต้แย้งอยู่ว่า มีระบบท่อส่วนใดที่เป็นสาธารณสมบัติแต่ยังไม่ได้มีการโอนกลับคืนมา
๒) เมื่อโอนทรัพย์สินถูกต้องครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว ให้รัฐดำเนินการซื้อทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคผูกขาดที่เหลือ ออกมาจากปตท. โดยขอย้ำว่าการซื้อนั้นควรจะเป็นการซื้อตามมูลค่าทรัพย์สิน มิใช่การซื้อหุ้นโดยประเมินราคาจากความสามารถในการทำรายได้ของท่อที่มีการผูกขาด เพราะปตท. มีสิทธิเฉพาะในทรัพย์สิน แต่ไม่มีสิทธิใช้อำนาจการผูกขาดในการหารายได้
๓) เมื่อท่อกลับคืนมาเป็นของรัฐแล้ว ให้องค์การของรัฐเป็นผู้บริหาร กำหนดกติกาเกี่ยวกับการใช้ท่อสำหรับทุกรายอย่างเสมอภาค รวมทั้งเป็นธรรมกับประชาชนในฐานะผู้ใช้ก๊าซด้วย
ผมเชื่อว่าหากทุกฝ่ายพิจารณาตามหลักการนี้ ก็น่าที่จะลดช่องว่างหรือความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้รัฐบาลควรระงับการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้การดำเนินการไปตามหลักการนี้เป็นไปได้ยากขึ้น





