วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลพิพากษายืนไม่รับฟ้อง'แก้วสรร'ฟ้อง'ธาริต'

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนไม่รับฟ้อง"แก้วสรร"ฟ้อง"ธาริต"หมิ่นประมาท-ปฏิบัติหน้าที่มิชอบกรณีกล่าวหาเป็นกบฏ- อายัดเงิน

ศาลอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.587/2557 ที่นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 326, 328, 332

ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 11 มี.ค.57 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อเดือน ต.ค.-ธ.ค.56 จำเลยซึ่งเป็นอธิบดี ดีเอสไอ ได้กระทำการหมิ่นประมาทโจทก์ กรณีที่กล่าวหาว่าโจทก์ กับพวก กระทำความผิดฐานเป็นกบฎ และมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากโจทก์จำนวน 1,723,076.21 บาทโดยไม่มีอำนาจ และยังทำให้โจทก์กับประชาชนทั่วไปไม่กล้ามาร่วมชุมนุม ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ แขวงและเขตจตุจักร กทม. เกี่ยวพันกัน จึงขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1 ล้านบาท รวมทั้งค่าสินไหมทดแทน 1,723,076.21 บาทตามจำนวนเงินที่ถูกสั่งอายัด พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันด้วย

โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 มี.ค.57 ให้ยกฟ้องในชั้นพิจารณาคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาเพียงคำฟ้องของโจทก์ โดยยังไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้องนั้น เห็นว่า การตรวจคำฟ้องและมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ขัดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคแรก

ส่วนที่โจทก์ขอโอกาสไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งอ้างในอุทธรณ์ว่าภาพรวมของคดีโจทก์ มีพยานหลักฐานสนับสนุนตามข้อเท็จจริงที่ประสงค์จะนำสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยใช้อำนาจมาจัดการกับโจทก์และผู้อื่นโดยผิดทำนองครองธรรมซึ่งมุ่งผลทางการเมืองนั้น

ศาลเห็นว่า กรณีดังกล่าว พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้มีการนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.56 และมีมติให้การกระทำความผิดดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งเป็นคดีพิเศษต้องสืบสวนและสอบสวนตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ข้อเท็จจริงต่างๆ จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า มีการดำเนินการจนถึงขั้นรับเป็นคดีพิเศษ และมีการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จนมีมติให้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาคนอื่นๆ รวมทั้งโจทก์ด้วย

พฤติการณ์แห่งคดี จึงดำเนินการไปตามปกติ ไม่ใช่เป็นการเร่งรัด หรือมุ่งหมายที่จะกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด การออกหมายเรียกโจทก์ให้มาพบ และสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ ก็เป็นการดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่เป็นความผิด อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องในชั้นนี้