วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เคาะขายสต็อกยาง2.1แสนตัน เซ็นล็อตแรกสัปดาห์นี้

คสช.อนุมัติขายยางในสต็อก 2.1 แสนตัน เผยเซ็นขายล็อตแรกสัปดาห์นี้1แสนตัน มูลค่า 6 พันล้าน

อสย.ระบุดำเนินการตามนโยบายคสช.เน้นเป็นความลับ หวั่นกระทบตลาด ชี้ต้องรีเซ็ตเพื่อให้เดินหน้าได้ทั้งระบบ ด้าน"ไทยฮั้ว" จี้รัฐบาลชุดใหม่แก้ปัญหาราคาอย่างเร่งด่วน แนะโค่นยางเก่า ปล่อยกู้หนุนอุตสาหกรรมปลายน้ำ "สหกรณ์เกษตรอุตสาหกรรม"ค้านขายยางสต็อกรัฐซ้ำเติมราคาภายใน

สต็อกยางพารา 2.1 แสนตันที่เกิดจาการแทรกแซงของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เป็นประเด็นปัญหาใหญ่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ต้องแก้ไขเป็นการเร่งด่วน โดยหากแบกสต็อกเอาไว้จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและหากเทสต็อกออกมารวดเดียวจะมีผลกดราคายางพาราในตลาดของเกษตรกร ที่ล่าสุดตกต่ำลงไปอยู่ที่ 50 บาทต่อกก.ล่าสุดคสช.ตัดสินใจเทขายสต็อกยางเข้าสู่ตลาดรวดเดียวทันที

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นประธาน เมื่อวันที่19 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯขายยางในสต็อก 2.1 แสนตัน กับผู้ประกอบการเพียงรายเดียว ซึ่งในต้นสัปดาห์นี้กระทรวงเกษตรฯจะลงนามกับผู้ประกอบการรายดังกล่าว เพื่อส่งมอบยางล็อตแรกปริมาณ 1 แสนตัน วงเงิน 6,040 ล้านบาท

แยกเป็น ยางแท่ง 4 หมื่นตันราคากก.ละ 58 บาท รวมวงเงิน 2,320 ล้านบาท และ ยางแผ่นรมควัน 6 หมื่นตัน ราคากก.ละ 62 บาท รวมวงเงิน 3,720 ล้านบาท

การขายยางในสต็อกดังกล่าวถือว่ากระทรวงเกษตรฯดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากยางของเกษตรกรที่ออกสู่ตลาดในขณะนี้มีน้อย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถหาซื้อยางจำนวนมากเพื่อส่งมอบได้ ประกอบการการเก็บสต็อกยางไว้ จะส่งผลให้กระทรวงเกษตรฯต้องรับภาระค่าบริหารจัดการที่สูงมาก อีกทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อราคายางที่จะออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงปลายปี ดังนั้นการระบายยางในช่วงนี้จึงเป็นการแก้ไขปัญหาราคายางได้ระดับหนึ่ง และคาดว่าระดับราคายางจะปรับตัวเข้าสู่ปกติในระยะต่อไป

อสย.หนุนเทขายยันรีเซ็ตระบบใหม่

แหล่งข่าวจากองค์การสวนยาง(อ.ส.ย.)กล่าวว่า ตามนโยบายคสช.ให้เร่งแก้ไขปัญหายางพารา โดยเฉพาะในส่วนที่ค้างอยู่ในสต็อกจำนวน 2.1 แสนตัน ซึ่งเป็นยางที่อสย.ได้รับซื้อกก.ละ 100 บาท ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบัน เกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ที่ได้ต่อระยะโครงการถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2557 นี้

“ยางจำนวนดังกล่าวถือว่าเป็นภาระของอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ การตัดสินใจระบายหรือเก็บไว้ต่อไปจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯมุ่งจะใช้ยางดังกล่าวในการก่อสร้างถนน และปูพื้นสนามกีฬา แต่การดำเนินการลักษณะดังกล่าวทำได้ช้า และจะใช้ยางในสต็อกไม่มากนัก การระบายเพื่อตัดภาระและไม่ให้เป็นตัวถ่วงราคายางที่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ก็ควรจะระบายออกสู่ตลาดเพื่อเป็นการรีเซ็ตทั้งระบบ” แหล่งข่าว กล่าว

ยันคสช.สั่งปิดลับขายยาง

การรีเซ็ตในช่วง 5 เดือนหลังของปี 57 นี้ ต้องยอมรับภาวะการขาดทุน เนื่องจากราคายางในตลาดยังมีมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ในกรณีที่อสย. ต้องดำเนินการขายยางทั้งหมด ในระยะเวลาที่กำหนด ทางรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบผลการขาดทุนที่เกิดขึ้น ซึ่งในเบื้องต้น อสย. ได้เจรจากับผู้ค้ายางในประเทศทั้งหมดแล้ว เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา และพบว่าผู้ค้าสนใจที่จะรับซื้อจำนวนมาก เนื่องจากยางที่ออกสู่ตลาดในช่วงนี้มีน้อยจากที่ฝนตกในภาคใต้

อย่างไรก็ตามผู้ค้าส่วนใหญ่เสนอราคารับซื้อที่ราคาตลาด ประมาณกก.ละ 50-51 บาท มีเพียงรายเดียวที่เสนอราคาสูงสุด เฉลี่ย 60 บาท และยินดีจะซื้อล๊อตใหญ่ 1 แสนตัน ซึ่งอสย. อยู่ระหว่างต่อรองราคารวมทั้งปริมาณการขายหากได้ราคาที่ดีก็มีเป้าหมายจะเทขายทั้งหมด เพื่อให้ทันกับระยะเวลาที่จำกัด เหลือเพียง 5 เดือนนี้เท่านั้นก่อนสิ้นอายุโครงการ ในขณะที่ไม่สมควรจะต่ออายุได้อีกต่อไป เพราะจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพยางในสต็อก

“ในขณะนี้ ยาง100 %ยังอยู่ในสต็อกทั้งหมดไม่มีการเคลื่อนย้าย การดำเนินการขายยางออกสู่ตลาด จะปกปิดเป็นความลับ เป็นไปด้วยความระมัดระวัง และจะไม่ให้กระทบกับราคาที่เกษตรกรได้รับ ซึ่งทุกอย่างเป็นนโยบายของคสช. “ แหล่งข่าวกล่าว

จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาราคายาง

นายหลักชัย กิตติพล ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน ) กล่าวว่า ขณะนี้ราคายางพาราในประเทศตกต่ำถึงที่สุด ซึ่งรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาควรหาแนวทางแก้ไข โดยแนวทางระยะสั้น คือ การส่งเสริมอุตสาหกรรมปลายน้ำ ตามที่คณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ (กนย.) เห็นชอบสนับสนุนปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนขยายกำลังการผลิต โดยรัฐบาลจะต้องเร่งให้ธนาคารสถาบันการเงินในประเทศ ยอมปล่อยกู้ตามนโยบายให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯต้องผลักดันการโค่นยางเก่าให้ได้ตามเป้าหมาย จัดประชุมระดับรัฐมนตรีด้านยางระหว่างประเทศในไทย ชี้ให้เห็นว่าไทยยังเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าขายยางในภูมิภาคนี้

“ ราคายางที่ตกต่ำอย่างถึงที่สุดในขณะนี้ จะทำให้รัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่ทำงานได้ง่ายขึ้น คือเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับราคาที่เหมาะสม เกษตรกรจะเห็นผลงานที่ชัดเจน"นายหลักชัย กล่าว

สำหรับมาตรการระยะยาว ควรสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยปลูกตั้งแต่ 20 ไร่ขึ้นไป เพื่อให้มีรายได้เพียงพอ จากปัจจุบันที่รายย่อยปลูก 5-10 ไร่ ไม่เหมาะสมควรหันไปปลูกพืชอย่างอื่น ในพื้นที่ภาคใต้ควรเปลี่ยนไปปลูกปาล์ม

สำหรับราคายางช่วงนี้ปรับตัวลดลง เป็นผลมาจากที่ปริมาณยางในตลาดมีมากเกินความต้องการ ในขณะที่ต่างประเทศรับรู้ข่าวสารว่ามีปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการไม่ตื่นเต้นในการกว้านซื้อยางเก็บสต็อก

สหกรณ์เกษตรค้านระบายสต็อก

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานชุมนุมสหกรณ์เกษตรอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาควรแก้ไขปัญหายางพาราก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นสินค้าที่มีปัญหามากที่สุดในขณะนี้ โดยเกษตรกรต้องรับภาวการณ์ขาดทุนกก.ละ 6 บาท หากปล่อยไว้จะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนและอยู่ไม่ได้ รัฐบาลต้องส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรแปรรูปยางขั้นต้นเพื่อเพิ่มมูลค่า สนับสนุนการโค่นยาง รวมทั้งไม่ควรระบายสต็อกซ้ำเติมราคาให้ต่ำลงไปอีก

ทั้งนี้ ทางชุมนุมสหกรณ์เกษตรฯ ร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับยาง ได้ยื่นต่อศาลปกครอง ซึ่งรับคำร้องเอาไว้แล้ว ในการคัดค้านขายยางในสต็อก ดังนั้น องค์การสวนยาง(อสย.)จะไม่มีสิทธิ์ขายยางในสต็อกโดยเด็ดขาด

ผลผลิตยางทั้งประเทศ 4.2 ล้านตัน /ปี หรือ 11.5 ล้านกก./วัน ถ้าราคายางเพิ่มขึ้น 1 บาท/กก./วัน จะทำให้เกษตรกรและประเทศไทยมีรายได้ 11.5 ล้านบาท /วัน หรือ 4,200 ล้านบาท /ปี การที่ราคายางเพิ่มขึ้น 1 บาท นั้นจะส่งผลให้ จีดีพี ในประเทศเพิ่มขึ้น .042 % ถ้าราคายางเพิ่มขึ้น กก.ละ 10 บาท จะทำให้ จีดีพี ของประเทศ เพิ่มขึ้น0 .42 % ซึ่งจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าหมาย